CALL CENTER : 021295555

รู้จักรับมือ SARS ไวรัส

          กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง คือ โรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ SARS coronavirus ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการทางระบบหายใจ ซึ่งอาจรุนแรงจนมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง เป็นโรคที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เกิดการระบาดครั้งแรกในมณฑลกวางตุ้งของประเทศจีน ประมาณปลายปี พ.ศ. 2545 โดยพบผู้ป่วยปอดอักเสบซึ่งไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ ต่อมาเกิดการระบาดของโรคปอดอักเสบ ในเวียดนาม ฮ่องกง สิงคโปร์ แคนาดา จากการสอบสวนทางระบาดวิทยาสามารถเชื่อมโยงได้ว่ามาจากแพทย์ท่านหนึ่งที่ดูแลรักษาผู้ป่วยในมณฑลกวางตุ้งได้เดินทางมาฮ่องกง ขณะมีอาการไข้ และเข้าพักที่โรงแรม ก่อนจะถูกนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตต่อมา ปรากฏว่าคนในโรงแรมหลายคนติดเชื้อ และนำเชื้อกลับไปยังประเทศของตนหรือเมืองที่ตนเดินทางต่อไป จนกระทั่งวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 มีการแพร่ระบาดไปยัง 26 ประเทศ รวมมีรายงานป่วย 8,098 ราย และเสียชีวิต 774 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 9.6 และเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศว่าการแพร่เชื้อจากคนสู่คนยุติลงแล้ว พร้อมกันนั้นได้ข้อเสนอแนะว่าต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มแข็ง เพื่อจะได้รู้ชัดว่าโรคนี้ได้กลายเป็นโรคประจำถิ่นหรือไม่ จะเกิดระบาดขึ้นอีกหรือไม่ และถ้าเกิดการระบาดขึ้นอีกจะได้ค้นพบผู้ป่วยได้ทันที 

          สำหรับประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยัน 1 ราย ในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2546 ผู้ป่วยเป็นแพทย์ชาวอิตาลีที่ไปสอบสวนโรคดังกล่าวที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แล้วมีอาการป่วย ในขณะที่กำลังเดินทางมาประเทศไทย ไม่พบว่ามีการติดเชื้อในกลุ่มแพทย์ พยาบาล ที่ทำการดูแลรักษาพยาบาล ไม่พบผู้ป่วยโรคซาร์สที่ติดเชื้อภายในประเทศไทย และยังไม่พบการแพร่ระบาดในชุมชน

สาเหตุของโรคซาร์ส

        เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคซาร์สได้ถูกค้นพบในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2546 จากการนำเนื้อเยื่อของผู้ป่วยไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทำให้ทราบว่าสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสและการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสทำให้ทราบว่าเป็นไวรัสที่อยู่ในกลุ่มที่ชื่อว่า Coronaviridae ซึ่งไวรัสที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดเป็นโรคหวัดหรืออาการทางระบบหายใจส่วนล่าง (ปอด และหลอดลม) ได้ แต่มักไม่รุนแรง สำหรับไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคซาร์สนี้ได้ถูกตั้งชื่อว่า SARS coronavirus (SARS-CoV)

          ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546 ก็ได้มีการศึกษาหาแหล่งที่มาของเชื้อ SARS coronavi rus โดยการตรวจที่ตลาดค้าเนื้อสัตว์ป่าในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน พบเชื้อไวรัสชนิดนี้ในอุ้งเท้าของชะมด (Civet cats) จึงสันนิษฐานว่าเชื้อน่าจะมาจากสัตว์ซึ่งมีอยู่เป็นปกติมานานแล้ว แต่เชื้อได้พัฒนาเข้าสู่คนเป็นครั้งแรกและทำให้เกิดโรคขึ้นมา เมื่อได้ศึกษาต่อไปก็พบเชื้อชนิดนี้อีกใน แรคคูน (Raccoon) แบดเจอร์ (Ferret badger) และค้างคาว โดยที่เชื้อไม่ได้ทำให้สัตว์เหล่านี้มีอาการ

 

อาการของโรคซาร์ส

      ระยะฟักตัวของเชื้อโรคซาร์ส คือตั้งแต่รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนกระทั่งแสดงอาการ คือ ประมาณ 2-7 วัน ในบางรายอาจนานถึง 10 วัน อาการที่จะปรากฏในผู้ป่วยทุกคนคือ ไข้สูงมาก กว่า 38 องศาเซลเซียส อาการอื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วยได้แก่ หนาวสั่น ปวดศีรษะอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร บางคนอาจมีถ่ายอุจจาระเหลว อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 3-7 วัน แล้วจะตามมาด้วยอาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก และหากตรวจดูระดับออกซิเจนในเลือดก็จะพบว่ามีค่าลดลง (Hypoxemia) ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง คือเกิดภาวะหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ในที่สุด

       การเอกซเรย์ปอดในช่วงแรกมักไม่พบความผิดปกติ แต่ภายใน 10-14 วันหลังจากที่เริ่มมีอาการ การเอกซเรย์ปอดก็จะพบเงาผิดปกติต่างๆ โดยความผิดปกติมากน้อยขึ้นกับระดับความรุนแรงของอาการ

      การตรวจเลือด ซีบีซี (CBC) จะพบเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ บางรายอาจมีเกล็ดเลือดต่ำ การตรวจเลือดอื่นๆอาจพบมีค่าเอนไซม์ของตับขึ้นสูงผิดปกติ ค่าการทำงานของไตขึ้นสูงผิด ปกติ มีค่าเกลือแร่ผิดปกติ เป็นต้น

วิธีการรักษาโรคซาร์ส

         หลักของการรักษาโรคซาร์สคือ ต้องแยกตัวผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซาร์ส หรือมีเกณฑ์เข้าข่าย “สงสัย” หรือ “น่าจะ” ป่วยเป็นโรคซาร์และยังอยู่ในขั้นตอนของการพิสูจน์ยืนยัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยถ้าผู้ป่วยมีอาการหนักหรือมีโรคประจำตัว หรือเป็นผู้สูงอายุ ก็จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและแยกผู้ป่วยอย่างรัดกุม

       ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการน้อย ร่างกายแข็งแรง อาจทำการแยกตัวโดยอยู่ที่บ้านได้ แต่ภายในบ้านต้องไม่มีเด็กอ่อน คนตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัว รวมทั้งมีห้องนอนและห้อง น้ำแยกส่วนตัว และต้องทำตามคำแนะนำในการป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นอย่างเคร่งครัด เช่น การใส่ผ้าปิดปากปิดจมูก ของใช้ส่วนตัวห้ามใช้ร่วมกัน รวมถึงแก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน ส้อม และแยกทำความสะอาด แยกรับประทานอาหาร ขยะที่เกิดจากผู้ป่วยควรแยกถุงและแยกทิ้งแบบเป็นขยะติดเชื้อ ห้ามออกจากบ้าน โดยต้องหยุดเรียน หยุดทำงาน งดทำธุระต่างๆ รวมทั้งต้องมีการติดตามอาการและการปฏิบัติตัวจากเจ้าหน้าที่ทุกวัน เช่น การโทรศัพท์สอบถาม

        ผู้ป่วยโรคซาร์สสามารถกลับไปเรียน หรือทำงาน และใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องแยกห้องเมื่ออาการต่างๆ ทั้งไข้ ไอ หายใจเหนื่อย หรืออื่นๆ หายสนิทไปแล้วจนครบ 10 วัน ยังไม่มีคำแนะนำที่แน่นอนในการเลือกใช้ชนิดยาสำหรับ รักษาโรคซาร์ส และยังไม่พบยาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการฆ่าเชื้อไวรัสโรคซาร์ส ยาที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วย ได้แก่ ยากลุ่มสเตียรอด์ ยาฆ่าเชื้อไวรัสชื่อ Ribavirin ซึ่งบางรายงานพบว่าไม่มีผลในการฆ่าเชื้อไวรัสโรคซาร์สเลย แต่กลับมีผลข้างเคียงมากกว่า (เช่น ผื่นคัน เบื่ออาหาร ท้องเสีย อาการชา สับ สน) ยาต้านกระบวนการอักเสบที่ชื่อว่า Interferon ยาที่เป็นแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัส (Intrave nous immunoglobulin) ซึ่งพบว่ามีผลข้างเคียงที่อันตรายคือทำให้เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดที่ปอด ได้ (ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ) นอกจากนี้ยังมีตัวยาที่สกัดมาจากชะเอมเทศ ชื่อ Glycyrrhizin ถูกนำมาใช้รักษาในประเทศจีนด้วย โดยพบว่าช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือด แต่ก็ยังไม่มีการศึกษายืนยันถึงผลการรักษา

     สำหรับการรักษาอื่นๆ เป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวดการให้สารน้ำและเกลือแร่ การใส่เครื่องช่วยหายใจในผู้ที่มีภาวการณ์หายใจล้มเหลว เป็นต้น

 

วิธีการป้องกันโรคซาร์ส

        เนื่องจากโรคซาร์ส เป็นโรคที่มีการแพร่กระจายได้ง่าย อัตราการตายสูง ทำให้องค์กรอนามัยโลก และองค์กรอื่นๆ เช่น องค์การควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Center of Disease Control and Prevention,CDC) รวมทั้งรัฐบาลของแต่ละประเทศ ต่างร่วมมือกันหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค

       มาตรการสำคัญคือ การคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด ซึ่งทำโดยการใช้เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิตรวจวัดผู้โดยสารทุกคน ก่อนเดินทางเข้าประเทศ หากใครมีอุณหภูมิขึ้นสูงผิดปกติ(อุณหภูมิปกติของร่างกาย คือ 37 องศาเซียลเซียส) จะถูกนำไปวัดอุณหภูมิซ้ำด้วยปรอทวัดไข้ หากมีไข้จริง ก็จะถูกนำไปซักประวัติการเดินทาง หากมีเกณฑ์อยู่ในข่ายว่าอาจติดโรคซาร์ส ก็ต้องถูกแยกตัวออกไป รวมทั้งผู้โดยสารที่เดินทางร่วมกันมาจะต้องอยู่กับบ้านและสังเกตอาการภายใน10 วันด้วย

        สำหรับผู้ที่กลับจากแหล่งระบาดของโรค หรือประเทศกลุ่มเสี่ยง เมื่อกลับถึงบ้าน ควรทำความสะอาดร่างกาย เสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ และแยกตัวเอง ไม่สัมผัสใกล้ชิดใคร (การพูดคุยควรห่างกันประมาณ 5 เมตร) อย่างน้อย 7 วัน แต่ถ้ามีไข้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่ว โมง โดยแจ้งว่า เพิ่งกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง

        อนึ่งในพื้นที่ที่มีการระบาดก็ได้มีการควบคุมป้องกันการแพร่กระจายของโรคอย่างเข้มงวด โดยมาตรการสำคัญคือ การแยกผู้ป่วยและผู้ที่มีประวัติสัมผัสโรค ในบางพื้นที่ต้องมีการสั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนานนับเดือน รวมถึงโรงพยาบาลอีกหลายแห่งด้วย

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(www.ddc.moph.go.th)

Severe Acute Respiratory Syndrome (SARS). (www.cdc.gov/sars/)

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 25 ก.ย 2555