CALL CENTER : 021295555

โรคซึมเศร้า

      คงไม่มีใครปฏิเสธว่ามนุษย์เราทุกคนล้วนต้องการมีความสุข แต่ละประเทศจึงมีการสร้างสรรค์เทศกาลแห่งความสุขกันหลายเทศกาลสืบทอดต่อ ๆ กันมา เช่น คริสต์มาส ปีใหม่ วาเลนไทน์เทศกาลความรักของหนุ่มสาว หรือสงกรานต์ของไทยเรา ในเทศกาลต่างๆ ผู้คนต่างมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ สนุกสนานกับการสังสรรค์กัน แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีโรคหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกว่า โรคซึมเศร้า สามารถทำให้ชีวิตของคนเราหมดสนุก ไม่สามารถยิ้มหรือหัวเราะกับกิจกรรมต่าง ๆ ได้เหมือนเดิมฃ

      วันนี้จึงขอนำเรื่องโรคซึมเศร้ามานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกัน เนื่องจากโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่กำลังมาแรง ในอนาคตคนไทยจะเป็นกันมากรองจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคนี้ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มีการฆ่าตัวตายและส่งผลต่อการติดสารเสพติด ซึ่งหากท่านสละเวลาอ่านบทความนี้สัก 15-20 นาทีเชื่อว่าจะช่วยให้ท่านรู้จักกับโรคนี้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนที่ท่านรักได้

 

โรคซึมเศร้า หรือภาวะ ซึมเศร้า 

     โรคซึมเศร้า คือโรคที่ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ที่ผิดปกติไปจากความเป็นจริง ไม่รื่นเริง รู้สึกไม่มีความสุข หดหู่ หมดหวังในชีวิต ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอารมณ์เศร้าอยู่เป็นเวลานานและไม่เหมาะสมกับสถานการณ์นัก ซึ่งโรคนี้มีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจตลอดจนการใช้ชีวิตประจำวัน

 

โรคซึมเศร้า ต่างจากอารมณ์เศร้าตามปกติ 

     อาจดูแปลก ๆ ที่ความเศร้าจะเป็นโรคได้ เพราะแน่นอนว่าอารมณ์ซึมเศร้าเป็นอารมณ์หนึ่งที่คนทุกคนต้องเคยประสบกับตัวเอง ซึ่งก็คงเกิดคำถามตามมาว่าแล้วคนเรามิต้องเป็นโรคซึมเศร้ากันหมดโลกเหรอ ซึ่งก็ขอตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าคนที่เศร้าไม่จำเป็นต้องเป็นโรคนี้เสมอไป เพราะในคนปกติจะไม่อยู่ในภาวะนั้นนานนัก จะสามารถจัดการกับอารมณ์กับความรู้สึกแล้วกลับมาสู่ภาวะปกติได้ เช่น คนที่อกหัก อาจร้องไห้ เสียใจ กินข้าวไม่ได้สักพัก แต่ถ้าได้เพื่อนปลอบใจหรือทำใจได้ในที่สุดก็จะหายเศร้าไปเองแล้วกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า อารมณ์นี้จะไม่หายไปเอง ต้องได้รับการรักษาจึงจะดีขึ้น

 

" มาทำความรู้จักกับ โรคซึมเศร้า กันให้มากขึ้น "

โรคซึมเศร้ามีกี่ชนิด 

      โรคซึมเศร้าก็เหมือนกับโรคอื่น ๆ ที่จะแบ่งเป็นหลายชนิดหลายประเภท การที่แบ่งเป็นหลายชนิดก็เพื่อใช้ในการสื่อสารได้ตรงกัน ไม่ต้องอธิบายยืดยาว และในทางการแพทย์นั่น การที่สามารถบอกหรือวินิจฉัยได้ว่าคนไข้เป็นโรคซึมเศร้าชนิดไหนก็มีความจำเป็น เพราะแพทย์จะได้ให้ยาหรือให้การรักษาที่ถูกต้อง

โรคซึมเศร้าแบ่งได้เป็นสองชนิด คือ 

  1. โรคซึมเศร้าแบบรุนแรง (Major Depression)
  2. โรคซึมเศร้าเรื้อรังหรือ ดีสไทเมีย (Dysthymia)

 

โรคซึมเศร้าแบบรุนแรง (Major Depression) เป็นอย่างไร 

     ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยจะมีอาการซึมเศร้าเกือบตลอดเวลาหรือตลอดเวลา ร่วมกับอาการอย่างอื่น ๆ เช่น มีความรู้สึกเบื่อหรือหมดความสนใจในเรื่องต่าง ๆ เบื่ออาหาร (หรือในบางคนอาจรับประทานอาหารมากขึ้น) นอนไม่หลับ อ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีสมาธิ รู้สึกไม่มีค่า และมีความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งแต่ละอาการมีรายละเอียดดังนี้

  • มีอารมณ์เศร้า หมายถึงจะจิตใจหดหู่ ไม่มีชีวิตชีวา รู้สึกไม่สดชื่น มีความรู้สึกเบื่อหรือหมดความสนใจในเรื่องต่าง ๆ ผู้ป่วยจะเบื่อกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยชอบทำ บางครั้งผู้ป่วยคนไทยจะไม่บอกว่าเศร้า ซึ่งอาจเป็นเพราะคนไทยเรามักไม่ชอบพูดถึงความรู้สึก เคยพบผู้ป่วยชาวเขาที่เป็นโรคนี้ผู้ป่วยจะไม่บอกว่าเศร้าแต่จะบอกว่า ใจอ่อน หรือในคนธรรมเรามักพบคำว่า เหนื่อยใจ กันบ่อยเลยทีเดียว
  • มีความรู้สึกเบื่อและหมดความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ ผู้ป่วยจะเบื่อกิจกรรมที่เคยชอบทำ เช่น ดูละครไม่สนุกเหมือนเดิมและเลิกดูไปในที่สุด และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกทางเพศลดลงหรือไม่มีเลย ซึ่งหากคู่สมรสไม่เข้าใจอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการหย่าร้างได้ ซึ่งจะยิ่งเกิดเป็นปมปัญหาที่ซ้ำซ้อนขึ้น เป็นต้น
  • เบื่ออาหาร ผู้ป่วยมักเบื่ออาหารตั้งแต่เริ่มไม่สบาย การรับรู้รสเปลี่ยนไปด้วย ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกอยากอาหาร แม้จะเป็นอาหารที่เคยชอบ แต่มีบางรายอาจรับประทานอาหารมากขึ้นจนควบคุมไม่ได้ก็มี
  • นอนไม่หลับ อาการนี้มักจะปรากฏเป็นอาการแรก ผู้ป่วยอาจนอนไม่หลับเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ก่อนที่จะมีอาการอื่นตามมา ในระยะแรกผู้ป่วยจะเริ่มหลับยากขึ้น หลับไม่สนิท หลับๆตื่นๆ ฝันร้ายหรือตื่นบ่อย แต่เมื่อเป็นมากขึ้นจะกลายเป็น อาการนอนไม่หลับตอนปลายคือเมื่อเข้านอนจะหลับได้ แต่จะตื่นตอนดึก แล้วหลับไม่ได้อีกหรือหลับยาก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการนอนไม่หลับแบบตื่นเช้า คือผู้ป่วยจะหลับได้ดี แต่ตื่นเช้ากว่าปกติ 1-2 ชั่วโมง อาการนอนไม่หลับนี้จะเป็นทุกคืนหรือเกือบทุกคืน หรือบางรายนอนหลับแต่พบว่าตื่นนอนขึ้นมาแล้วมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง
  • ไม่มีสมาธิ ผู้ป่วยมีความคิดและการเคลื่อนไหว ตลอดจนการพูดเชื่องช้าลง หรือรู้สึกพลุ่งพล่านกระวนกระวายใจ ผู้ป่วยจะไม่มีความกระตือรือร้นในชีวิต ซึ่งผู้ป่วยจะรู้ตัวดีและพยายามฝืนใจทำสิ่งต่าง ๆ เช่น พูดคุย แต่งตัว ทำงาน เพื่อให้เหมือนปกติ แต่ก็ทำได้ไม่ดี
  • อ่อนเพลียไม่มีแรง ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลียแม้ไม่ได้ออกแรง และเป็นอยู่เกือบตลอดเวลา แม้นอนหลับหรือพักผ่อนก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้นอาการอาจเกิดกับอาการเฉพาะส่วน เช่น แขนหรือขา ผู้ป่วยหลายรายอาจไปปรึกษาแพทย์เพราะคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจเนื่องจากมีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่นหรือเจ็บหน้าอก
  • รู้สึกไร้ค่าหรือตำหนิตนเองมากผิดปกติ ผู้ป่วยส่วนมากรู้สึกว่าตนเองไม่ค่า ไม่มีความสำคัญต่อคนอื่น ซึ่งความจริงกับความรู้สึกอาจไม่เหมือนกัน เช่น แม่บ้านอาจรู้สึกว่าตนเองบกพร่อง เลี้ยงลูก ดูแลสามีไม่ดีทั้งที่คนในบ้านไม่ได้คิดเช่นนั้น
  • มีความคิดฆ่าตัวตาย เมื่อเศร้ามาก ๆ ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากตาย หรือหากมีอาการซึมเศร้ามาก ผู้ป่วยจะมีความพยายามฆ่าตัวตาย หรือลงมือฆ่าตัวตาย

 

โรคซึมเศร้าเรื้อรังหรือ ดีสไทเมีย (Dysthymia)

      อาการต่าง ๆ ของโรคซึมเศร้าเรื้อรังมีความรุนแรงน้อยกว่าโรคซึมเศร้าแบบรุนแรงดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่จะมีอาการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเรื้อรังเป็นเวลานาน กล่าวคือในผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรังนั้นจะมีอารมณ์ซึมเศร้า รู้สึกสูญเสียความสามารถในการปฏิบัติงานตามปกติ และมีลักษณะของโรคซึมเศร้าอื่น ๆ เช่น นอนไม่หลับ หรือหลับมากเกินไป รู้สึกไม่พอใจในตนเอง รู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จ พลังงานลดลง มองโลกในแง่ร้าย ขาดสมาธิ หลีกเลี่ยงที่จะคบหาสมาคมกับผู้อื่น โดยมีอาการเช่นนี้จะเป็นเวลาเกือบทุกวันจนดูเหมือนเป็นสิ่งธรรมดาเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี  ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเรื้อรังจึงแตกต่างจากผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารุนแรง ตรงที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเรื้อรังยังทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้ตามปกติ หลายคนสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพเป็นที่พอใจของหัวหน้า ได้เลื่อนตำแหน่งแต่ไม่รู้สึกพึงพอใจหรือคิดว่าตนเองไม่สมควรที่จะได้รับ เป็นคนขาดชีวิตชีวา เหมือนต้นไม้เฉา ส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยเด็กตอนปลายหรือวัยรุ่น ซึ่งคนที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าเรื้อรังนี้สามารถเปลี่ยนเป็นโรคซึมเศร้าแบบรุนแรงได้  นอกจากตัวของโรคซึมเศร้า 2 ชนิดข้างต้นแล้ว ยังมีโรคซึมเศร้าชนิดอื่นๆอีก ได้แก่

  • โรคซึมเศร้าชนิดอื่น ๆ
  • โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล 
  • โรคซึมเศร้าหลังคลอด 
  • โรคซึมเศร้าที่มีอาการทางโรคจิต 
  • โรคซึมเศร้าเนื่องจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ เป็นต้น 

      โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว คนทั่วไปอาจมีความรู้สึกเชื่องซึมได้เมื่อสภาพอากาศที่ขมุกขมัว แต่ผู้ป่วยซึมเศร้าตามฤดูกาลจะมีความรู้สึกแย่กว่าความรู้สึกซึมเศร้าของคนปกติ ซึ่งสภาพอากาศจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าพลังงานลดลง รู้สึกแย่แต่ไม่ถึงขั้นซึมเศร้า แต่บางรายอาจเป็นเหมือนกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารุนแรง ซึ่งอาการนี้สามารถดีขึ้นได้เมื่อได้รับการบำบัดด้วยการให้แสงสว่าง ซึ่งในรายที่เป็นมาก เช่น มีความคิดฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยอาจได้รับการบำบัดด้วยแสงสว่างร่วมกับการกินยาแก้เศร้า 

      โรคซึมเศร้า ฃหลังคลอด  ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรจะประสบกับภาวะเศร้า บางคนจะร้องไห้อยู่ระยะหนึ่งเป็นเวลา 7-10 วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ภาวะนี้จะสามารถหายไปได้เองโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคู่สมรสและคนใกล้ชิดเพื่อให้ผู้ที่เป็นมารดามือใหม่รู้สึกมั่นคงทางจิตใจเร็วขึ้น แต่ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดจะมีโอกาสเป็นโรคเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดร้อยละ 1 ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตลอดในช่วงปีแรกหลังคลอด ผู้หญิงที่เคยเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดแล้ว อนาคตก็จะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้อีก ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังคลอดจะมีอารมณ์เศร้า สมาธิลดลง มีอาการไม่สบายทางร่างกาย หมดความสนใจหรือความพอใจต่อสิ่งต่าง ๆ ผู้ป่วยอาจไม่สนใจดูแลลูก ไม่ชื่นชมลูกเพิ่งเกิดเหมือนแม่ที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ ๆ ทั่วไป 

      โรคซึมเศร้า ที่มีอาการทางโรคจิต ผู้ป่วยชนิดนี้จะมีอาการรุนแรง และมีอาการประสาทหลอน หรืออาการหลงผิด ซึ่งอาการหลงผิดจะแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ ชนิดแรกผู้ป่วยมีเนื้อหาความคิดหลงผิดสอดคล้องกับอารมณ์ซึมเศร้า เช่น มีความคิดว่าตนมีความผิดหรือบาปอย่างมาก หรือมีหูแว่วเป็นเสียงตำหนิตนเอง ชนิดที่สองผู้ป่วยมีเนื้อหาความคิดหลงผิดไม่สอดคล้องกับอารมณ์ซึมเศร้า เช่น มีความคิดว่ามีคนจะทำร้าย เชื่อว่ามีคนสามารถล่วงรู้ความสามารถของตนเอง ทำให้อาจถูกลอบทำร้ายหรือฆ่าปิดปาก ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่ค่อยตอบสนองต่อยาแก้เศร้า แต่กลับมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับการักษาด้วยยารักษาโรคจิตอื่น เช่น โรคจิตเภท 

      โรคซึมเศร้า เนื่องจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ ความเจ็บป่วยเรื้อรังหลายอย่างหรือภาวะทางร่างกายก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยได้ ยกตัวอย่าง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยอาหาร ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ โรคติดเชื้อต่าง ๆ ความผิดปกติที่เกี่ยวกับคอลลาเจน โรคข้อรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี ภาวะโรคทางระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์ เนื้องอกในสมอง โรคพาร์กินสัน เป็นต้น
ยาหรือสารต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยรับประทานอยู่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้ เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ญาติควรสังเกตอาการของผู้ป่วย ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยอาจไม่ได้แสดงว่าเศร้า แต่จะมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายแทน ญาติจึงควรที่จะปรึกษาแพทย์ผู้รักษา เพราะการที่ผู้ป่วยมีภาวะซึมเศร้าจะส่งผลให้อาการของโรคที่เป็นอยู่แย่ลงเนื่องจากผู้ป่วยจะไม่สนใจจะดูแลตนเอง ไม่รับประทานยา เบื่ออาหาร รู้สึกหมดอาลัยตายอยาก และอาจฆ่าตัวตายได้ 

 

อะไรทำให้คนเป็น โรคซึมเศร้า 

มีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า ได้แก่

  • พันธุ์กรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคซึมเศร้าในครอบครัว
  • เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองหรือสารเคมีในสมองการเปลี่ยนแปลงของสมดุลของสารเคมี ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง สารสื่อประสาทบางชนิดทำให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งหากมีมากเกินไปทำให้มีอารมณ์เศร้ามากกว่าปกติ
  • ผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย ขาดความมั่นใจในตัวเอง การคิดในแง่ลบจะเหนี่ยวนำให้เกิดอารมณ์ในด้านลบตามมา
  • โรคทางกายก็สามารถทำให้เกิดโรคซึมเศร้า เช่นโรคหัวใจ อัมพาต ซึ่งอาจเกิดจากยาที่รับประทาน หรือสภาวะที่ได้รับความเจ็บป่วยจากโรค
  • มีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในเลือด เช่นวัยทอง หรือหลังคลอดก็สามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้า
  • ความเครียด เช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ปัญหาการเงินทอง ปัญหาเรื่องการงาน ปัญหาในครอบครัว
  • ผู้ที่เก็บกดไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมา เช่น ดีใจ เสียใจ รวมถึงอารมณ์โกรธ
  • ผู้ที่ขาดทักษะการช่วยเหลือตนเอง หรือไร้สมรรถภาพ ต้องพึ่งพาผู้อื่น

 

ตอนนี้เรามีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ 

     ในเมื่ออารมณ์ซึมเศร้าเป็นอารมณ์ใคร ๆ ก็มีกันได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังมีอารมณ์นี้มากเกินไปจนเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว ง่าย ๆ เพียงท่านเพียงสังเกตว่าตนเองหรือคนรอบข้างว่ามีความคิดหรือความรู้สึกตรงกับข้อใดบ้างในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

  • จิตใจหม่นหมอง เกือบตลอดทั้งวัน
  • รู้สึกเป็นทุกข์จนอยากร้องไห้
  • รู้สึกหมดอาลัยตายอยาก
  • รู้สึกไม่มีความสุข กับสิ่งที่เคยชอบหรือเคยทำ
  • รู้สึกผิดหวังในตนเอง และโทษตนเองในสิ่งที่เกิดขึ้น
  • รู้สึกสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง
  • รู้สึกอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากสุงสิงกับคนอื่น
  • รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า
  • หลงลืมง่าย
  • คิดอะไรไม่ออก
  • คิดอะไรได้ช้ากว่าปกติ
  • รู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรง
  • นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หลับไม่สนิท
  • หากท่านตอบว่า ใช่หรือมี ตั้งแต่ 6 ข้อไป หมายถึงมีท่านมีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์ 

(อ้างอิงจากแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข)
 

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็น โรคซึมเศร้า 

      แม้แต่ศิลปินระดับโลก เช่น บีโทเฟน หรือวินส์ตัน เชอร์ชิลล์ และวินเซนต์ แวน โก๊ะ ก็เคยประสบภาวะซึมเศร้ามาแล้ว ซึ่งหากได้อ่านอัตชีวประวัติของแวนโก๊ะแล้วจะพบว่าเขาต้องประสบภาวะผิดหวังมากมายไม่ว่าเรื่องความรักและการงาน ตลอดชีวิตของแวนโก๊ะได้สร้าง ผลงานภาพเขียนสีน้ำมันกว่า 800 ภาพ และภาพวาดอีกกว่า 700 ภาพ ซึ่งตลอดชีวิตของเขานั้นมีเพียงภาพเดียวที่ขายได้ คิดดูสิว่าหากเป็นตัวเราที่อุตสาห์ทำตั้งใจทำผลงานตั้งมากมายแต่ขายได้แค่ภาพเดียว จะเจ็บปวดขนาดไหน ซึ่งความเจ็บป่วยทางสมองและจิตใจของแวนโก๊ะนั้นได้แสดงออกมาทางภาพที่เขาเขียน แม้เขาจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ในที่สุดเขาก็จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย นักจิตวิทยาบางคนได้เปรียบว่าภาวะซึมเศร้าคือหวัดทางอารมณ์ที่ใครๆ ก็เป็นกันได้ทั้งนั้น และไม่มีความอันตรายหากรู้เท่าทันและรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม แต่หากไม่ได้รับการรักษาเยียวยาที่เหมาะสมอาจทำให้เกิดอันตรายที่รุนแรงจนไม่สามารถคาดการณ์ได้ ในหลายรายจบลงเหมือนดั่งแวนโก๊ะ 
      ภาวะซึมเศร้านั้นสามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย หากเรามีปัจจัยที่เป็นสาเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งความเข้าใจของคนโดยทั่วไปมักคิดว่าโรคนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใหญ่ เพราะเป็นวัยทำงานต้องพบเจอกับปัญหาต่าง ๆ แต่แท้จริงแล้วโรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นในเด็กเล็ก เด็กโตและผู้สูงอายุด้วย

 

โรคซึมเศร้าในเด็ก

      อาจเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่เด็กซึ่งเป็นวัยที่บริสุทธิ์ สดใส ร่าเริง จะเป็นโรคซึมเศร้า แต่ความจริงเป็นที่น่าตกใจว่า เด็กมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าแบบรุนแรงและโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรังได้เท่า ๆ กับผู้ใหญ่และสามารถเกิดการฆ่าตัวตายได้เช่นเดียว โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15-19 ปีเป็นช่วงที่มีโอกาสฆ่าตัวตายสูง อาการที่เกิดขึ้นคล้ายผู้ใหญ่ แต่เด็กอาจยังเล็กเกินไม่สามารถบอกเล่าอาการให้ผู้ใหญ่ฟังได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตอาการของลูก ดังนี้

  • เด็กทารก เด็กที่ต้องแยกจากแม่หรือผู้ดูแล เด็กจะมีท่าทีเศร้า ร้องไห้มาก การตอบสนองช้า การเคลื่อนไหวเชื่องช้า มีลักษณะอาการคล้ายในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในสถานสงเคราะห์จะมีลักษณะเช่นนี้มาก
  • เด็กก่อนวัยเรียน เด็กจะมีท่าทีเศร้า เชื่องช้า พูดสื่อสารได้น้อย ตาไม่มีประกาย น้ำหนักตัวเด็กจะน้อยกว่าเด็กวัยเดียวกัน นอกจากนี้ทางสภาพร่างกายก็ไม่เติบโตเท่าที่ควร มีอาการทางกายอย่างอื่น เช่น ปวดท้อง ปวดหัว หรือเด็กบางคนอาจแสดงออกก้าวร้าว ต่อต้านผู้อื่นได้
  • เด็กวัยเรียน เด็กวัยนี้จะสามารถบอกเล่าอาการของตนเองได้แล้ว เราจึงสามารถสอบถามเด็กได้ว่าเด็กรู้สึกอย่างไร ซึ่งเด็กจะบอกว่ารู้สึกไม่แจ่มใส ไม่สมาธิ การเรียนแย่ลง หงุดหงิดง่าย คิดหมกมุ่นอยู่กับบางสิ่งบางอย่าง และบางรายอาจมีความคิดฆ่าตัวตาย รวมทั้งพยายามฆ่าตัวตายด้วย ภาวะอยากตายของเด็กอาจแสดงออกโดยคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับการตาย และมีการกระทำซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้องการให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต และจะพยายามทำซ้ำ ๆ
  • ปัญหาพฤติกรรมอื่น เช่น เกเร หนีเรียน วิตกกังวลง่าย สามารถเกิดจากภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งหากลูกหลานมีพฤติกรรมเหล่านี้ อย่าเพิ่งตำหนิ ดุว่า เพราะเด็กอาจเป็นโรคซึมเศร้า ผู้ใหญ่ควรพาไปเด็กไปรับการปรึกษากับจิตแพทย์

 

โรคซึมเศร้า ในผู้สูงอายุ 

  • ผู้สูงอายุที่เราเห็นโดยทั่วไปจะยังมีความสนใจทำกิจกรรมต่าง ๆ มีการพบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง ยิ่งในชนบทตอนเช้าๆ ผู้สูงอายุจะออกมาใส่บาตรและจับกลุ่มนั่งสนทนากัน หากเป็นสังคมเมืองหน่อย เราจะเห็นว่า ผู้สูงอายุจะมาจับกลุ่มพูดคุยกันตามร้านกาแฟ หรือทำกิจกรรมอยู่ตามชมรมต่าง ๆ เราคงเคยเห็นผู้สูงอายุจัดกลุ่มกันไปเที่ยวกันตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งการได้ไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ผู้สูงอายุจะมีความสุขมาก กลับมาบ้านก็จะนำสิ่งที่ตนเองเห็นเล่าให้ลูกหลานฟัง แม้ในผู้สูงอายุที่ไม่นิยมออกจากบ้านก็มักมีงานอดิเรกทำอยู่ที่บ้าน เช่น ปลูกต้นไม้ นี่เป็นภาพของผู้สูงอายุโดยทั่วไป 
  • ภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรังซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งอาการของโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุจะเหมือนกับอาการของโรคซึมเศร้าทุกประการที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น แต่มักมีความเข้าใจผิดอย่างมากว่า ผู้สูงอายุที่ซึมเศร้า อยู่เฉย ไม่ทำกิจกรรมอะไรเป็นเรื่องปกติ คนแก่แล้วก็เป็นอย่างนี้ จึงทำให้ลูกหลานไม่ได้ให้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแลงและเมื่อพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์ก็ไม่ได้เล่าอาการซึมเศร้าให้แพทย์ฟัง แม้แต่ผู้สูงอายุเองเมื่อเล่าเกี่ยวกับอารมณ์ซึมเศร้าให้แพทย์ฟังก็มักบอกว่าแก่แล้วก็เป็นเช่นอย่างนี้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ของท่านมีอารมณ์เปลี่ยนไป 

 

การรักษา โรคซึมเศร้า ปัจจุบัน

  • การช็อคด้วยไฟฟ้า ในกรณีผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก เช่น มีอาการทางจิต พยายามฆ่าตัวตายมาก เป็นต้น แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยวิธีการช็อคด้วยไฟฟ้า ซึ่งทำโดยการผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในสมองของผู้ป่วย วิธีนี้อาจฟังดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้วเป็นการรักษาที่พบว่าได้ผลดีวิธีหนึ่งทีเดียว ผู้ป่วยจะไม่ได้รับความเจ็บปวดเลย โดยขณะทำการรักษาผู้ป่วยจะถูกทำให้สลบชั่วขณะ และได้รับการฉีดยาให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนทุกครั้ง
  • การใช้ยาต้านซึมเศร้า ยารักษาโรคซึมเศร้าในปัจจุบันให้ผลดีและมีผลข้างเคียงน้อยและสามารถแก้ไข้ได้แต่ปัญหามักอยู่ที่ผู้ป่วยมักหยุดยาเอง เนื่องจากกินยาแล้วดีขึ้นแล้วเข้าใจผิดว่าหายแล้วจึงหยุดกินยา หรือบางรายเบื่อหน่ายในการกินยาหรือกินยาแล้วมีผลข้างเคียงจึงหยุดกินยาเอง ซึ่งการหยุดยาเองจะมีผลเสียมาก เนื่องจากจะทำให้อาการซึมเศร้ากลับมาเป็นซ้ำอีก