|
นาทีที่คุณหมอเอ่ยถึงผลการตรวจกับสุภาวดี ว่าเธอป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด และอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ทุกลมหายใจเข้าออกของเธอคือการนับถอยหลัง
ถึงตอนนี้ย่างเข้าเดือนที่ 7 แล้ว เธอยังคงใช้ชีวิตแบบปกติ ยิ้มแย้มให้กับผู้คนรอบข้าง ซึ่งถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทหรือญาติ ไม่มีใครรูเลยว่า แม่บ้านวัย 40 ปี กำลังป่วยเป็นมะเร็งชนิดหนึ่ง
คุณแม่ลูก 2ชาวอำเภอมวกเหล็กเล่าว่าเธอมาพบคุณหมอด้วยอาการไอมากคล้ายกับคนแพ้อากาศตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะอากาศเย็นช่วงเช้าที่บ้านสระบุรีทำให้ไอแต่ไม่ถึงกับไอจนเจ็บหน้าอกแต่เธอก็ไม่ปล่อยปละและตัดสินใจไปตรวจสุขภาพคำตอบที่เธอได้รับไม่ใช่แค่คออักเสบความระบบทางเดินหายใจผิดปกติธรรมดาผลตรวจชิ้นเนื้อบอกว่าเธอมีก้อนเนื้อร้ายในปอด
“หมอบอกให้ทำใจ เพราะป่วยเป็นมะเร็งปอดในขั้นที่ 4 มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 6เดือนแต่ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนตายไปวินาทีแรกที่ได้ยินข่าวร้ายแล้วคือไม่มีความหวังว่าจะอยู่ได้เราก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าน่าจะมีปาฏิหาริย์อยู่บ้าง”
ภาพแรกที่นึกถึงผู้ป่วยมะเร็งคือร่างกายทรุดโทรมผมร่วงเพราะได้รับการฉายรังสีรักษาทำเคมีบำบัดยิ่งทำให้เธอรู้สึกเครียดมากขึ้นแต่เธอไม่ยอมแพ้พยายามหาความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับการรักษามะเร็งไม่สว่าจะเป็นหนังสืออินเทอร์เน็ตข้อมูลทุกอย่างที่หาได้จนวันหนึ่งได้พบกับคุณหมอที่โรงพยาบาลหนึ่งหมอให้กำลังใจว่ายังมีวิธีรักษามะเร็งที่ช่วยได้หลังจากได้คุยกับคุณหมอก็รู้สึกว่ามีความหวังขึ้นมากและตกลงที่จะรักษามะเร็งในทันที
กระบวนการรักษามะเร็งปอดของสุภาวดีเริ่มต้นใหม่หมดตั้งแต่ตรวจชิ้นเนื้อเพื่อดูว่าเป็นมะเร็งจริงหรือไม่หากเป็นมะเร็งเป็นชนิดที่เป็นเกิดจากความผิดปกติของยีนหรือไม่และลุกลามจากปอดไปยังอวัยวะอื่นๆเช่นสมองและกระดูกแล้วหรือยัง
ศ.ดร.นพ.ทองปลิว เปรมปรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง จากศูนย์มะเร็งและพันธุกรรมบำบัด โรงพยาบาลปิยะเวท บอกว่า ผลจากห้องปฏิบัติการสามารถระบุความผิดปกติของก้อนเนื้อร้ายบริเวณปอดของสุภาวดีว่าเกิดจากความผิดปกติของยีน 2 ชนิด เป็นการกลายพันธุ์ ในตำแหน่งยีนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคมะเร็ง และเสนอแนวทางการรักษามะเร็งด้วยกระบวนการที่เรียกว่า พันธุกรรมบำบัด
“การรักษามะเร็งด้วยพันธุกรรมบำบัดยังเป็นเรื่องใหม่อยู่แต่มีแนวโน้มเป็นการรักษามาตรฐานในอนาคตเพราะเอาเข้าจริงมะเร็งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์โดยมีต้นกำเนิดจากพันธุกรรมอาหารเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยง”คุณหมอกล่าว
วิวัฒนาการทางการแพทย์นำให้ทราบกลไกและบทบาทของยีนที่ควบคุมการทำงานของร่างกายและยังตรวจสอบได้ว่ายีนตัวใดในเนื้อมะเร็งที่เกิดการกลายพันธุ์เพื่อนำไปสู่การรักษาอย่างถูกต้องกับคนไข้
ปัจจุบัน ในวงการแพทย์ยอมรับว่ามียีนอย่างน้อย 3 ตัวที่เกี่ยวข้องกับกลไกการสร้างเส้นเลือด ประกอบด้วยยีน EGFR , KRAS และ VEGF สามารถรักษาได้ด้วยการให้ยา Anti-Geneเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งและเกิดการกลายพันธุ์ได้
เมื่อดูจากสถิติจะพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งราว 30-40% หรือ 2-3 หมื่นราย ส่วนใหญ่เป็นมะเร็งปอด ซึ่งพบอัตรารอดชีวิตจากการรักษาเพียง 15%โดยเพศชายเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดมะเร็งต่อมลูกหมากมะเร็งลำไส้ขณะที่เพศหญิงเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมมะเร็งลำไส้และมะเร็งปอดไม่แพ้เพศชาย 
การรักษาโรคมะเร็งแนวทางมาตรฐาสยังคงใช้วิธีการผ่าตัดให้รังสีและเคมีบำบัดแต่ก็ยังไม่ใช่การรักษาที่ดีที่สุดเพราะในผู้ป่วยบางรายมีอาการข้างเคียงในขณะที่บางรายกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำในบริเวณอื่นดังนั้นในทางการแพทย์จึงเชื่อว่าการรักษาด้วยเทคนิคพันธุกรรมบำบัดจะเป็นการรักษาที่ต้นต่อของยีนดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรมที่ผิดปกติจนก่อให้เกิดก้อนเนื้อร้ายตามมา
เทคนิคดังกล่าวถูกนำมาใช้คัดกรองผู้ป่วยในกรณีที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งโดยมีความเป็นไปได้ที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยสามารถเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจดีเอ็นเอหาความผิดปกติของยีนได้ตั้งแต่ยังไม่เป็นมะเร็งเพื่อช่วยป้องกันและดูแลตัวเองในอนาคตยิ่งรู้ล่วงหน้ารวดเร็วเท่าไรยิ่งช่วยให้การรักษาทำได้ง่ายขึ้น
“การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดต้องได้รับความร่วมมือจากคนไข้เป็นอย่างมากคนไข้ควรที่จะมีความรู้รอบตัวเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่บ้าง”คุณหมอกล่าวและว่าในอนาคตการรักษาจะเป็นแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้นมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาได้ด้วยวิธีปกติได้ผลดีเช่นมะเร็งปากมดลูกไม่จะเป็นต้องรักษาด้วยเทคนิคทางพันธุกรรม
สุภาวดี บอกว่า การรักษาตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น ถึงจะมีผลข้างเคียงอยู่บ้าง เช่น ท้องเสีย และมีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า แต่ก็เป็นผลข้างเคียงที่เล็กน้อย คุณหมอบอกว่าหลังจากการรักษาแล้ว ผื่นแดงจะค่อยๆ หายไป แม้ตอนนี้จะเสียเงินค่ารักษาไปมากกว่า 4 ล้านบาท เพราะต้องฉีดยา 2 อาทิตย์ครั้ง เข็มละ 1.5แสนบาทเนื่องจากยาที่ผลิตมามีราคาสูงมากแต่สิ่งที่เธอได้รับคือปาฏิหาริย์ไม่ใช่ความหวังลมๆแล้งๆเธออาจกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติได้อีกไม่ช้า
“เรายังไม่ตาย ชีวิตเรายังอยู่ได้ ไม่ได้เป็นอะไร ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกว่าป่วยเลย โชคดีที่มีสามีคอยให้กำลังใจดีมาก เขาบอกให้เปลี่ยนมะเร็งให้เป็นพลัง และเราก็ร่วมต่อสู้มาด้วยกัน” ผู้ป่ายโรคมะเร็งกล่าวด้วยกำลังใจเต็มเปี่ยม
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552
|