โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม โรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาดแต่สามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลให้ปกติได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย และแพทย์
ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ คืออะไร
ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ (Pre-Diabetes) คือ ระดับน้ำตาลในเลือดตอนเช้า มากกว่าหรือเท่ากับ 100 mg/dl หรือระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชม หลังกิน Glucose 75 gm มากกว่า หรือเท่ากับ 140mg/dl
แต่จะถือว่าเป็นเบาหวาน (Diabetes) เมื่อ ระดับน้ำตาลในเลือดตอนเช้า มากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dl หรือระดับน้ำตาลหลังกิน Glucose 75 gm มากกว่าหรือเท่ากับ 200 mg/dl
เมื่อท่านมีระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ (Pre-Diabetes) จะทำให้มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนของเบาหวานและเป็นปัจจัย เสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้ ควรให้ความสำคัญ และปรึกษาแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวานในอนาคต
ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน
- มีอายุตั้งแต่ 45 ปี ขึ้นไป
- มีประวัติบุคคลในครอบครัว (พ่อ, แม่, พี่, น้อง) เป็นโรคเบาหวาน
- กิจวัตรประจำวันไม่มีกิจกรรมการทำงานที่ต้องใช้แรงงานหรือเคลื่อนไหวร่างกายทีเหมาะสม
- น้ำหนักตัวมากเกินมาตรฐาน หรืออ้วน
- เคยเป็นภาวะ Pre-Diabetes
- มีความดันโลหิตมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มม. ปรอท
- มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือมีลูกที่น้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4 kg
- มีโรคทางระบบหลอดเลือด และหัวใจ
- มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
- มีภาวะดื้อ Insulin เช่น ภาวะ Metabolic Syndrome (ภาวะ อ้วน, ความดันเลือดสูง, ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง, HDL ต่ำ, ระดับน้ำตาลอยู่ในช่วง Pre-Diabetes)
อาการของโรคเบาหวาน
สำรวจดูว่ามีปัจจัยเสี่ยงหรือไม่ และแก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้ เช่น
- คนปกติมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึกหรือปัสสาวะอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180 มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม
- ผู้ป่วยจะหิวน้ำบ่อยเนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ
- อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลจึงย่อยสลายส่วนที่เป็น โปรตีนและไขมันออกมา
- ผู้ป่วยจะกินเก่งหิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ
- อาการอื่นๆที่อาจเกิดได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า คัน
- คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคันเนื่องจากผิวแห้งไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง
- เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่นสายตาสั้น ต่อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง
- ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เพราะไม่รู้สึก
องค์ประกอบการรักษา
การรักษาเบาหวานให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้นต้องอาศัยองค์ประกอบดังนี้
พฤติกรรมที่ดีในการดูแลตัวเอง
โรคเบาหวานชนิดที่หนึ่งเรายังไม่ทราบสาเหตุแน่นชัด แต่โรคเบาหวานชนิดที่สองส่วนใหญ่เกิดจากกรรมพันธุ์
แต่พฤติกรรมก็มีส่วนช่วยให้โรคเบาหวานเป็นมากขึ้น รุนแรงขึ้น หากท่านเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีการควบคุมโรคเบาหวานก็สามารถจะควบคุมได้ดีขึ้น โรคแทรกซ้อนเกิดน้อยลงหรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อน พฤติกรรมที่เราต้องเปลี่ยนมีดังนี้
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- น้ำตาลทุกชนิด รวมทั้ง น้ำผึ้ง, น้ำตาลในผลไม้
- น้ำหวานต่าง ๆ เช่น น้ำอัดลม, น้ำผลไม้ผสมน้ำตาล, เครื่องดื่มผสมน้ำตาล เช่น กาแฟเย็น, ชาเชียว
- อาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น แยม, ลูกกวาด, ช็อกโกแลต, ผลไม้กวน, ผลไม้แช่อิ่ม หรือเชื่อม
อาหารที่ควรบริโภคเพียงเล็กน้อย และนาน ๆ ครั้ง
- อาหารที่มีน้ำมันมาก ๆ เช่น ปาท่องโก๋, อาหารชุบแป้งทอด
- อาหารที่ใส่กะทิ เช่น แกงกะทิ, ขนมที่ใส่กะทิ
- เครื่องในสัตว์ทุกชนิด, เนื้อติดมัน, ไข่แดง, ขาหมู, ข้าวมันไก่
- ขนมอบที่มีเนย หรือไขมันมาก เช่น เค้ก, พาย
- ขนมหวาน ต่าง ๆ เช่น ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ไอศกรีม
- ผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน, ลำไย, ลิ้นจี่, ผลไม้ในน้ำเชื่อม
- ผลไม้ตากแห้ง เช่น กล้วยตาก, ลูกเกด, ลูกพลับแห้ง
- เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- อาหารที่มีรสเค็มจัด ของหมักดอง
เป้าหมายในการรักษาเบาหวาน
- ระดับน้ำตาลตอนเช้า 90 – 130 mg/dl (5 .0-7.2 mmol/L)
- ระดับน้ำตาลหลังกินข้าว 2 ชม. น้อยกว่า 180 mg/dl (10 mmol/L)
- น้ำตาลสะสม (HbA1C) < 7%
- ความดันโลหิต < 130/80 mg/dl
- ไขมัน LDL cholesterol < 100 mg/dl
- ไขมัน triglyceride < 150 mg/dl
- ไขมัน HDL > 40 mg/dl
การตรวจน้ำตาลโดยแพทย์
ปัจจุบันเครื่องตรวจน้ำตาลด้วยตัวเองมีความแพร่หลายและมีการตรวจค่าน้ำตาลเฉลี่ยดังนั้นการตรวจน้ำตาล 3-4 เดือนครั้ง ไม่เพียงพอที่จะใช้การปรับยา อาจจะปรับยาในกรณีที่ใช้ยารับประทาน หากท่านไปพบแพทย์ตามนัด แพทย์จะเจาะหาระดับน้ำตาลในเลือดโดยอาจจะเจาะก่อนอาจหารเช้า หรือาจจะเจาะหลังอาหารเช้า และจะเจาะหาน้ำตาลเฉลี่ย ปีละ 2 ครั้ง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานควรลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย แบบเบา ๆ ไม่ควรหักโหม เช่น การเต้นแอโรบิค วิ่งเหยาะ ๆ 30 – 45 นาที ประมาณ 3-5 วัน/อาทิตย์ ส่วนในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่ไม่เคยผ่านการออกกำลังกายมาก่อน ก่อนที่จะออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสภาพหัวใจก่อนการออกกำลังกาย