เบาหวาน ความอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง และ ความดันโลหิตสูง และการไม่ออกกำลังกาย เป็นความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ ไม่นานมานี้การศึกษาทางการ แพทย์พบว่า การมีโรคเหงือกอักเสบก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเช่นเดียวกัน
โรคเหงือกอักเสบ คือ อะไร กือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั่วไปเป็นโรคเหงือกอักเสบโดยที่ตัวเองก็ไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้อยู่ โรคเหงือกอักเสบ คือการที่มีการอักเสบของเหงือก , เนื้อเยื่อที่รองรับฟันให้ติดกับ กระดูกขากรรไกรและกระดูกหุ้มรากฟัน โดยการอักเสบนี้เกิดจากสารพิษที่ขับออกมาจาก แบคทีเรียที่ติดอยู่กับแผ่นคราบฟัน ( Dental Plaque ) ที่อยู่รอบๆ ตัวฟันทำให้เหงือกเกิดการอักเสบ บวม แดง และยังทำให้เนื้อเยื่อที่รองรับฟันให้ติดกับกระดูกขากรรไกรฉีกขาดได้
สาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ โดยปกติในช่องปากของคนเราจะมีแบคทีเรียเป็นจำนวนมาก ในน้ำลายของเราก็มีธาตุแคลเซียม (Calcium) และฟอสฟอรัส (Phosphorus) อยู่เช่นเดียวกัน เมื่อมีการสะสมเป็นเวลานานเข้าก็จะกลายเป็นหินปูนในปากของเรา ถ้าเราทำความสะอาดฟันและช่องปากไม่ดีพอ แบคทีเรียในแผ่นคราบฟัน (Dental Plaque) จะไปยึดติดกับหินปูนเหล่านี้ และไปเกาะตามบริเวณขอบเหงือก ปล่อยสารพิษออกมาทำให้เกิดเหงือกอักเสบ
หินปูนระยะแรกเริ่มจะมีสภาพนิ่มและต่อมาจะค่อยๆแข็งตัวขึ้น และความแข็งของมันจะทิ่มตำเหงือก ทำให้เหงือกอักเสบ บวมและแดง ถ้าเราไม่ได้รับทำความสะอาดฟันโดยการขูดหินปูน หินปูนเหล่านี้จะยึดติดกับตัวฟันและรากฟันแน่นขึ้นๆ และคอยทิ่มตำเหงือกตลอดเวลาทำให้เหงือกเกิดการอักเสบ บวมและแดงมากขึ้นในที่สุด
การแปรงฟัน ไม่สะอาดหรือการที่ไม่ได้รับการขูดหินปูนนานๆครั้ง ตัวฟันจะถูกแผ่นคราบฟันเหนียวๆหรือหินปูนเกาะติดอยู่ ในแผ่นคราบฟันนี้จะมีอาหาร แบคทีเรียและสารพิษที่หลั่งจากแบคทีเรียผสมกันอยู่ ถ้าสิ่งเหล่านี้ยึดติดกับฟันเป็น เวลานานพอสมควร เหงือกก็มีอาการระคายเคือง โรคเหงือกอักเสบในระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการใดๆ เมื่อเป็นมากขึ้นอาการที่เริ่มแสดงออก คือเวลาแปรงฟันจะมีเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการที่จะพบต่อมา คือ
- การมีกลิ่นปาก
- เหงือกจะมีสีแดงคล้ำ, ปวดและเจ็บบริเวณเหงือก
- เหงือกจะเริ่มแยกตัวออกจากฟัน คนไข้จะรู้สึกว่าฟันของตนเองยาวขึ้น
- ฟันเริ่มโยกเพราะมีการละลายของกระดูกที่รองรับฟัน
- เหงือกเป็นหนอง
โรคเหงือกอักเสบกับ โรคหัวใจ
จากรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์โดยสมาคมโรคหัวใจของประเทศสหรัฐอเมริกา ( Journal of the American Heart Association ) รายงานว่าคนที่มีเชื้อแบคทีเรียซึ่งพบในช่องปากชนิดที่ทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบในกระแสเลือดมาก กว่าปกติจะมีความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ( Atherosclerosis ) ที่หลอดเลือดใหญ่บริเวณลำคอ ( Carotid Artery in the Neck ) มากกว่าปกติ
ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ( Atherosclerosis ) คือการที่ผนังของหลอดเลือดเกิดการแข็งตัวขึ้นและเสียความยืดหยุ่น ไปซึ่งเกิดจากการที่หลอดเลือดเกิดการสะสมของคราบไขมันและหินปูนที่ผนังหลอดเลือด ( Atherosckrotic Plaque ) ซึ่งถ้าทิ้งไว้ต่อไป จะทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กลง และถ้ามีขนาดเล็กลงจนเกิดการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อของหัวใจตายได้
จากการศึ กษาของกลุ่มตัวอย่าง 657 คน ซึ่งไม่มีประวัติของการเป็นโรคหัวใจมาก่อน พบว่า คนที่มีระดับของแบคทีเรียชนิดที่ทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบมากกว่าปกติจะมีการหนาตัวของงผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ ( Carotid Artery ) และพบจำนววนเม็ดเลือดขาวมากขึ้น
เนื่องจากโรคเหงือกอักเสบเป็นการอักเสบของเหงือกซึ่งเกิดจากการที่แบคทีเรียบริเวณเหงือก ( Periodontal Bacteria ) ปล่อยสารพิษออกมา เชื้อแบคทีเรียนี้สามารถที่จะผ่านเข้าสู่หลอดเลือดของทางร่างกาย ( Blood Stream ) และไปเกาะยึดติดกับอวัยวะอื่นๆของร่างกาย หัวใจเป็นอวัยวะที่มีการอักเสบจาก Periodontal Bacteria ได้ง่ายมาก ดังจะเห็นได้ว่าแพทย์ทางด้านโรคหัวใจกับทันตแพทย์ที่ทำงานร่วมกัน จะให้ยาปฏิชีวนะกับคนไข้ที่ มีโรคหัวใจบางชนิดก่อนการขูดหินปูนและการถอนฟัน
โรคหัวใจ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรในอันดับต้นๆของทุกประเทศ การงดสูบบุหรี่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และ การรักษาสุขภาพในช่องปากโดยการพบทันตแพทย์ทุก 6-12 เดือนจึงเป็นการป้องกันการ เกิดโรคหัวใจที่ดีประการหนึ่ง นอกจากนี้ในคนไข้ที่มีประวัติของ
- การอักเสบของผนังหัวใจและลิ้นหัวใจ ( Infective Endocarditis )
- การรักษาโรคหัวใจรูมาติก ( Rheumatic Fever )
- Mitral Valve Prolapsed หรือ การผิดปกติของลิ้นหัวใจ ( Prosthetic Heart Valve )
คนไข้เหล่านี้ก่อนที่จะได้รับการรักษาทางทันตกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีเลือดออกบ้าง เช่น การขูดหินปูน หรือการถอนฟัน ต้องทานยาปฏิชีวนะบางอย่างก่อนการทำฟัน
ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือด จะทำให้การแข็งตัวของเลือดช้าลง คนไข้ที่รับประทานยานี้อยู่ควรบอกให้ทันตแพทย์ทราบว่าท่านทานยาอะไรอยู่ เพราะถ้าต้องทำการถอนฟันโดย ไม่ได้หยุดยาตัวนี้ก่อน จะทำให้มีปัญหาเลือดไหลไม่หยุดหรือหยุดยาก หลังการถอนฟัน รวมทั้งกรณีการขูดหินปูนในคนไข้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบก็เช่นเดียวกัน
อายุรแพทย์หัวใจ ( Cardiologist ) และทันตแพทย์ของท่านจะทำงานร่วมกัน เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
การป้องกันการเกิดโรคเหงือกอักเสบ
- แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งและใช้ไหมขัดฟัน ( Dental Floss ) ทำความสะอาดซอกฟันทุกวัน
- ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ทำให้ฟันแข็งแรงขึ้น เพื่อป้องกันฟันผุ
- แปรงฟันให้ถูกวิธี โดยทันตแพทย์ที่ดูแลท่านอยู่จะช่วยแนะนำท่านได้
- ใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มและหมั่นตรวจสภาพของแปรงสีฟันของท่าน ถ้าขนแปรงเริ่มบานออกหรือเปลี่ยนรูป ควรเปลี่ยนใหม่ เมื่อแปรงฟันเสร็จควรวางแปรงสีฟันในที่ๆมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก การที่ขนแปรงเปียกชื้นตลอดเวลาจะทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้
- ควรแปรงลิ้นของท่านด้วยขณะแปรงฟัน
- พบทันตแพทย์ปีละ 2 ครั้งเพื่อรับการขูดหินปูนและตรวจดูสภาพช่องปาก
โรคเหงือกอักเสบ และภาวะ การตั้งครรภ์
1. ภาวะการตั้งครรภ์มีผลอย่างไรต่อโรคเหงือกอักเสบ
สาเหตุการเกิดโรคเหงือกอักเสบ เกิดจากคราบแบคทีเรีย (Bacteria) ที่เกาะบริเวณหินน้ำลาย และผิวด้านข้างฟัน แบคทีเรียที่เป็นตัวก่อโรคนี้จะปล่อยสารพิษและกระตุ้นให้ร่างกายมีการปล่อยสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเหงือก เหงือกบวมแดง หรือถ้าอาการอักเสบลุกลามไปถึงกระดูกมีการละลายของกระดูกเรียกว่า โรคปริทันต์อักเสบ อาการที่พบ ได้แก่ เหงือกบวม แดงช้ำ อาจพบเหงือกร่น ถ้ากระดูกละลายมากอาจพบ ฟันโยก ได้เช่นกัน
ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogens) , โปรเจสติน (Progestins) และฮอร์โมน
โกนาโดโทรพิน (Gonadotropins) สัมพันธ์กับช่วงการมีรอบเดือน
ภาวะการเกิดเหงือกอักเสบในหญิงตั้งครรภ์ (Pregnancy Gingivitis) เริ่มต้นตั้งแต่ฮอร์โมนโกนาโดโทรพิน (Gonadotropins) มีระดับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะคงอยู่ตังแต้เดือนที่ 4 ถึงเดือนที่ 8 (พร้อมกับการเพิ่มระดับฮอร์โมน เอสโตรเจน และโปรเจสติน) โดยจะมีระดับลดลงที่เดือนสุดท้าย
มีการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ของเชื้อแบคทีเรีย ชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ และปริทันต์อักเสบ สัมพันธ์กับภาวะการตั้งครรภ์ นั่นคือมีการศึกษาที่พบเชื้อ Prevotella Intermedia ในปริมาณมาก ในหญิงตั้งครรภ์ / โดยมีการให้ความเห็นว่า ฮอร์โมนที่หลั่งออกทางร่องเหงือก อาจเป็นตัวเร่งให้เชื้อมีการเจริญเติบโต
ภาวะเหงือกอักเสบจากการตั้งครรภ์ จะมีอาการแสดงให้เห็น คือ มีเหงือกบวมแดง เลือดออกง่าย โดยการบวมนี้ มักพบบวมเป็น กระเปราะได้
2. ภาวะโรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis) มีผลอย่างไรต่อการตั้งครรภ์
มีการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ระหว่างโรคปริทันต์อักเสบกับภาวะการคลอดก่อนกำหนด พบว่าคนที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบ และไม่ได้รับการรักษาจะมีโอกาสที่จะเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดเป็น 4 เท่า ของคนที่ไม่ได้เป็นปริทันต์อักเสบ โดยคาดว่าในผู้ป่วยปริทันต์อักเสบ มีการติดเชื้อจาก Bacteria ก่อโรค จะมีการหลั่งของสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เข้าสู่กระแสเลือด และสารเหล่านี้เองที่อาจจะมีผลเกี่ยวข้องกับภาวะการคลอดก่อนกำหนด