อาการวูบ หมายถึง การสูญเสียความรู้สึกตัวหรือหมดสติร่วมกับการสูญเสียการทรงตัว ชั่วขณะ ส่วนใหญ่เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เนื่องจากการลดลงของความดัน โลหิตอย่างรวดเร็ว โดยปกติอาการดังกล่าวมักจะเป็นช่วงสั้นๆ ไม่เกินนาที และจะฟื้น รู้สึกตัวเหมือนปกติโดยไม่มีแขนขาอ่อนแรง ในรายที่เป็นไม่รุนแรง อาการวูบอาจไม่แสดง ออกในลักษณะของการเป็นลมหรือหมดสติไปจริงๆ แต่จะมีลักษณะเหมือนอาการเตือน เช่น หน้ามืดวิงเวียน คลื่นไส้ หรือมีความรู้สึกคล้ายจะเป็นลมซึ่งอาการดังกล่าวพบได้บ่อยและ ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุที่ไม่เป็นอันตรายรุนแรง อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญารณ เตือนถึงโรคอันตรายถึงชีวิตที่ซ่อนอยู่นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการดังกล่าวอาจประสบ อันตรายรุนแรงได้จากการวูบหมดสติในขณะทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ขับรถ ว่ายน้ำ ทำงานใกล้เครื่องจักร เป็นต้น โดยเฉพาะในรายที่มีอาการบ่อยหรือรุนแรงโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า
ทำอย่างไรดี หากมีอาการวูบ หน้ามืด
คนปกติทั่วไปหนึ่งในสามจะเคยมีอาการหน้ามืดเป็นลมอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในชีวิต โดยทั่วไปอาการหน้ามืด เป็นลมธรรมดาเพียงครั้งเดียวมักจะไม่มีอันตรายรุนแรงใดๆ โดยเฉพาะถ้ามีสาเหตุที่อธิบายได้ชัดเจน ได้แก่ การกระทบกระเทือนทางจิตใจจากความเสียใจ ความกลัวหรือตกใจ การสูญเสียสารน้ำในร่างกาย การอยู่ในบริเวณที่มีอากาศร้อน อากาศไม่ถ่ายเท หรือท่ามกลางแดดเป็นเวลานาน ช่วงที่ร่างกายอ่อนเพลียมากจากการทำงานหนักหรืออาการเจ็บป่วยทั่วไป เป็นต้น
ผู้ที่มีอาการในลักษณะดังกล่าวอาจต้องการเพียงการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว อย่างไรก็ดีหากมีอาการเป็นซ้ำบ่อยๆ ในเวลาอันสั้นก็ควรพบแพทย์เพื่อรับการปรึกษาคำแนะนำเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกรณีที่มีลักษณะต่อไปนี้
- มีประวัติเป็นโรคหัวใจหรือมีอาการทีเข้าได้กับโรคหัวใจ เช่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น
- เคยตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หรือเงาหัวใจโตผิดปกติจากเอกซเรย์ทรวงอก
- มีประวัติการเสียชีวิตเฉียบพลัน หรือประวัติโรควูบในครอบครัว
- อาการรุนแรงโดยไม่มีอาการเตือยล่วงหน้าจนเกิดการบาดเจ็บต่อร่างกาย
- ผู้สูงอายุที่มีอาการวูบโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด
(ทีมีอาการวูบหมดสติขณะออกกำลังกายโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุน้อย สุขภาพแข็งแรงหรือเป็นนักกีฬา)
สาเหตุของอาการวูบหรือหน้ามืดเป็นลม
อาการวูบที่มีสาเหตุจากโรคหัวใจ เป็นชนิดของอาการวูบที่อาจทำให้เกิดอันตรายรุนแรงมากที่สุด มักเกิดขึ้นฉับพลันโดยอาจไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอื่น เช่น แน่นหน้าอก ใจสั่นรุนแรงนำหน้าช่วงสั้นๆ ก่อนหมดสติ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง โดยอาจเป็นชนิดเต้นช้าหรือเต้นเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ หรือมีประสาทหัวใจลัดวงจร
- โรคลิ้นหัวใจตีบรุนแรง
- ประวัติการเสียชีวิตเฉียบพลัน หรือประวัติโรควูบในครอบครัว
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ
- โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
อาการวูบจากสาเหตุอื่นๆ นอกเหนือจากโรคหัวใจ มีสาเหตุได้หลากหลาย บางครั้งอาจไม่
พบสาเหตุชัดเจน จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อแยกอาการวูบจากโรคหัวใจก่อน
สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่
- การตอบสนองต่อระบบประสาทอัตโนมัติมากผิดปกติเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการวูบหมดสติ พบบ่อยในคนอายุน้อยที่ไม่มีโรคหัวใจใดๆ มักเกิดขณะตื่นเต้น ตกใจ กลัว เบ่งปัสสาวะ เจ็บปวด หรืออยู่ในที่ร้อนหรือแออัด มักไม่มีอันตรายรุนแรง ยกเว้นส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงมากจากภาวะหัวใจเต้นผิดปกติร่วมด้วย
- อาการวูบจากโรคสมอง ได้แก่ โรคลมชัก โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน
- ภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่า มักเกิดอาการหน้ามืดขณะลุกยืนเร็วๆ พบบ่อยในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่ได้รับยารักษาความดันโลหิตสูง หรือผู้ป่วยที่มีอาการสูญเสียสารน้ำ
- ภาวะอื่นๆ เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะซีดรุนแรง เป็นต้น
การตรวจวินิจฉัย อาการวูบ
การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ในการหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วย เพื่อตัดสินใจเลือกการตรวจพิเศษ และการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป
การตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจเอกซเรย์ปอด การตรวจเลือด เป็นต้น
การตรวจพิเศษเพิ่มเติม แพทย์จะเลือกการตรวจพิเศษชนิดใดขึ้นกับการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าสงสัยโรคในกลุ่มใด โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้
- การตรวจพิเศษทางหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่
- การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) อาจผ่านทางหน้าอกหรือหลอดอาหาร หรือทั้ง 2 ประเภท
- การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (Exercise stress test)
- การตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง (Holter monitoring)
- การตรวจระดับประสาทอัตโนมัติหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ (Tilt table test)
- การตรวจประเมินหลอดเลือดหัวใจ (Coronary angiography)
- การตรวจพิเศษทางสมอง ได้แก่
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography)
- การตรวจหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนคอด้วยเครื่องอัลตราซาวด์
(Carotid duplex scan)
- การตรวจสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
(CT brain หรือ MRI brain)
- การตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือการฉีดสี
(MRA brain หรือ 4-vessel angiography)
การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการวูบขึ้นกับการวินิจฉัยและความเสี่ยงของผู้ป่วยที่จะได้รับอันตรายจากอาการวูบหรือโรคที่เป็นอย ู่ในรายที่มีสาเหตุจากโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายถึงชีวิต จำเป็นต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุ ที่แน่ชัดและรักษาอย่างเต็มที่ เช่น การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในกรณีที่อาการวูบเกิดจากหัวใจเต้นช้ามากหรือหยุดเต้นชั่วขณะ การจี้ประสาทหัวใจลัดวงจรในกรณีที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ การขยายหรือการผ่าตัดแก้ไขหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือลิ้นหัวใจตีบตัน เป็นต้น
ในทางตรงกันข้าม รายที่ไม่มีสาเหตุร้ายแรง อาการไม่รุนแรงและเป็นไม่บ่อยอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยา หรือเครื่องมือพิเศษใดๆ แพทย์อาจแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเกิดอาการซ้ำ โดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงปัจจัย ที่อาจทำให้เกิดอาการวูบหรือหน้ามืดเป็นลม เช่น
- การอยู่ในที่อากาศร้อนหรือแออัด
- การสูญเสียน้ำและเกลือแร่
- การรับประทานอาหารปริมาณมากในมื้อเดียว หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- การออกกำลังกายหักโหมกว่าปกติ
- ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะ ถ้ามีอาการดังกล่าวจากการใช้ยาควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
อาการวูบหรือหน้ามืดเป็นภาวะที่พบได้บ่อย เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคหัวใจและโรคอื่นๆ แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีสาเหตุและอาการไม่รุนแรงแต่บางครั้งอาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะสาเหตุมาจากความผิดปกติของหัวใจ ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง เพราะไม่กล้าปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน หรือกิจกรรมบางอย่างเนื่องจากกลัวอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากอาการวูบการค้นหาสาเหตุและการประเมินความเสี่ยง และหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำให้อาการต่างๆ และคุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิต ทั้งจากสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการวูบและผลกระทบที่เกิดจากอาการดังกล่าว