มะเร็งลำไส้ใหญ่

 

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ3 รองลงมาจากมะเร็งปอดและมะเร็งปากมดลูกมักมีอาการ
ถ่ายเป็นเลือดเป็นสำคัญในความเป็นจริงแล้วมะเร็งมีการเติบโตในลำไส้ใหญ่เป็นเวลาหลายปีแล้วก่อนทีจะมี
อาการเกิดขึ้นดังนั้นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มแรกจึงไม่มีอาการอะไรซึ่งกินเวลานานหลายปี
ก่อนที่จะเริ่มมีอาการเบื่ออาหารน้ำหนักลดเมื่อก้อนโตมากขึ้นกลายเป็นแผลจึงจะมีอาการเลือดออกลำไส้อุดตัน 
หรือลำไส้ทะลุอย่างไรก็ตามอาการต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ยิ่งรับการรักษาได้เร็วเท่าไรก็มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ง่ายมากขึ้นการรักษาให้หายหรือไม่ขึ้นกับว่ามีการ
กระจายไปแล้วหรือยังแต่ถึงแม้มีการกระจายไปแล้วก็ยังมีวิธีการอื่นๆที่พอจะรักษาได้


สาเหตุ
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครรู้แน่ชัดแต่เชื่อว่าเกิดจากการระคายเคืองหรือการถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ
เวลานานหรือเกิดจากความผิดปกติของการแบ่งตัวของเนื้อเยื่อของลำไส้หรือเกิดจากความผิดปกติของรหัส
พันธุกรรมแต่ที่แน่ๆพบว่าประชากรที่รับประทานผักผลไม้ยิ่งมากเท่าไรยิ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
น้อยมากเท่านั้นโดยไม่ขึ้นกับเชื้อชาติจึงคิดว่าการรับประทานผักผลไม้เป็นประจำจะช่วยในการป็องกัน
มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี


อาการของโรค
อาการแรกที่จะพบได้คือเบื่ออาหารและน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสามารถเหตุถ้าเป็นมากขึ้นจะมีอาการถ่ายเป็น
เลือดหรือมูกปนเลือดส่วนน้อยที่จะมีอาการท้องอืดอาเจียนจากลำไส้อุดตัน


การตรวจวินิจฉัย
จากประวัติและการตรวจร่างกายการตรวจโดยใช้นิ้วตรวจทางทวารหนักร่วมกับการส่องกล้องภายในลำไส้โดยเริ่มจากการใช้กล้องแบบสั้นก่อน(Proctoscope) เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้กล้องที่ยาวขึ้น
(Colonoscope) แพทย์อาจใช้การทำเอ็กซเรย์โดยการใส่สารทึบรังสีเข้าไปในลำไส้(Barium enema) เมื่อพบก้อนแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อส่งตรวจโดยใช้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูว่าเป็น
ก้อนชนิดใดเพื่อให้วิธีการรักษาที่ถูกต้อง
เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งจำเป็นต้องตรวจว่ามีการกระจายไปยังที่อื่นหรือไม่โดยการเอ็กซเรย์ปอดการทำ
อัลตร้าซาวด์ตับหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

เมื่อไรต้องเริ่มทำการตรวจหามะเร็ง
เมื่อมีอาการเบื่ออาหารและน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด
แต่การตรวจหามะเร็งก่อนที่จะมีอาการจะได้ผลดีที่สุดได้แก่ผู้ที่อายุมากกว่า40 ปีหรือผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็น
มะเร็งโดยทำการตรวจหาเลือดในอุจจาระทุกปีการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสารมะเร็ง(CEA) หรือการส่อง
กล้องตรวจลำไส้ใหญ่ชนิดยาว(Colonoscope)

การตรวจหาเลือดในอุจจาระที่ได้ผลดีต้องงดการรับประทานอาหารหรือยาที่มีสารเหล็กเป็นส่วนประกอบอยู่
อย่างน้อย 3 วันได้แก่ เลือดตับ อวัยวะภายในของสัตว์ยาที่มีธาตุเหล็กเช่นยาเพิ่มเลือด


การรักษา
การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับตำแหน่งของก้อนและอาการที่เป็นอยู่บางตำแหน่งจะรักษาโดยการผ่าตัดเลย 
แต่บางตำแหน่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณอุ้งเชิงกรานอาจจำเป็นต้องฉายรังสีก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด
เพื่อลดอัตราการแพร่กระจายออกไปและการกลับเป็นไหม่หลังจากได้รับการผ่าตัดแล้วแพทย์จะเอาก้อน
มะเร็งทั้งก้อนรวมทั้งลำไส้ที่ตัดเพื่อตรวจหาระยะของโรคซึ่งบางระยะอาจจำเป็นต้องได้รับการฉายแสง
หรือได้รับยาเคมีบำบัดเพิ่มเติม


การติดตามการรักษา
หลังได้รับการรักษาแล้วผู้ป่วยยังต้องมารับการตรวจอย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจหาการกลับเป็นใหม่หรือการกระจายไปยังอวัยวะอื่นโดยใน 3 ปีแรกต้องได้รับการตรวจทุก3 เดือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจเลือดหาสารCEA นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษอื่นๆอีกทุก6-12 เดือนเช่นการเอ๊กซเรย์ปอดอัลตราซาวด์ตับหรือเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์การส่องกล้องชนิดยาวเพื่อดูลำไส้ใหญ่ส่วนที่เหลือ(Colonoscopy)หรือเอ๊กซเรย์สวนแป้ง(Barium enema) ทั้งนี้เพื่อตรวจการแพร่กระจายหรือการกลับเป็นใหม่เพื่อให้การรักษาโดยเร็วที่สุดหลังจาก 3 ปีแล้วความถี่ในการตรวจจะลดลงเช่นทุก6-12 เดือน

 

 

 ยาเคมีบำบัด /สารกัมมันตรังสี

 

 

 


เป็นยาหรือสารเคมีที่ใข้ในการรักษามะเร็งอาจให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียวหรือให้ร่วมกับการ
รักษาวิธีอื่นยาเคมีบำบัดเมื่อให้เข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเซลมะเร็ง เเละทำลายเซลปกติบางส่วนด้วย
ทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้น 

ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปขัดขวางขบวนการเจริญเติบโตของวงจรชีวิตเซลล์ทำให้ เซลล์ตาย 
ยาแต่ละตัวออกฤทธิ์แตกต่างกันในการรักษาบางแผนการรักษาประกอบด้วยยาหลายชนิด ที่ให้ร่วมกัน 

อาการข้างเคียงยาเคมีบำบัดมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติด้วย โดยเฉพาะเซลล์ที่มีการเจริญและแบ่งตัว
อย่างรวดเร็วเช่นเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร, เส้นผม, เม็ดเลือดดังนั้นจึงเป็นสาเหตุของอาการข้างเคียง
หรืออาการไม่พึงประสงค์ระยะหนึ่งในระหว่างการ ให้ยาแต่ละชุดเพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาสร้างเซลล์ปกติ
ขึ้นมาทดแทน 


อาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องปรึกษาแพทย์ 
1. มีเลือดออกหรือเป็นแผลในปากมาก 
2. มีผื่นหรืออาการแพ้ 
3. มีไข้หนาวสั่น 
4. ปวดมากบริเวณที่ฉีด 
5. หายใจลำบาก 
6. ท้องเดินหรือท้องผูกอย่างรุนแรง 
7. ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน 


อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย 
1. คลื่นไส้อาเจียน 
2. ผมร่วง 
3. แผลในปาก 
4. ปริมาณเม็ดเลือดลดลง 



อย่างไรก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นจะหายไปเมื่อสิ้นสุดการให้ยาเคมีบำบัดซึ่งอาการไม่พึง
ประสงค์จะขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับและปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาของร่างกายผู้ได้รับยาเคมีบำบัด
นั้น ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ ที่จะเกิด ขึ้นจากการได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการให้น้อยลง
หรืออาจพิจารณาปรับแผนการรักษา ถ้าเกิด มีอาการรุนแรงอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดไม่ได้หมายความว่า อาการของโรคมะเร็งเป็นมาก ขึ้นและความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับผลของ
ยาเคมีบำบัดต่อ เซลล์มะเร็ง 


สารกัมมันตรังสี คือ ธาตุที่มีการสลายตัวปล่อยรังสี ซึ่งเป็นพลังงานรูปหนึ่งออกจากตัวเองตลอดเวลาจนกว่า
จะหมดอายุ โดยมีครึ่งอายุเฉพาะตัวต่าง ๆ กันตัวอย่างเช่นไอโอดีน-131 มีครึ่งอายุ 8 วันเมื่อนำมาเก็บ
เป็นเวลา 40วันจะเหลือพลังงานเพียง 3 % เท่านั้นสารบางตัวมีครึ่งอายุค่อนข้างนาน เช่นโคบอลท์-60 มีครึ่งอายุ 5.2 ปี,ถ้าต้องการให้เหลือพลังงาน 3% ต้องเก็บนานถึง 25 ปี ส่วนแร่ซีเซียม-137 มีครึ่งอายุ 
30 ปี ต้องใช้เวลานานถึง 150 ปี จึงจะเหลือพลังงาน 3 % 
สารกัมมันตรังสีบางชนิดมีอยู่แล้วตามธรรมชาติเช่น แร่เรเดียม-226,ยูเรเนียม-238 ฯลฯ 
แต่ที่มีใช้ในวงการแพทย์ปัจจุบันเป็นสารที่มนุษย์ผลิตขึ้นเช่นโคบอลท์-60, ซีเซียม-137, อิริเดียม-192 เป็นต้น 

ผลกระทบของรังสีต่อสุขภาพ
ถ้าร่างกายได้รับรังสี เนื้อเยื่อของอวัยวะที่เซลล์แบ่งตัวเร็ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือถูกทำลายขึ้นอยู่
กับปริมาณรังสีที่ได้รับเช่น ที่ผิวหนัง เยื่อบุในช่องปากโดยเฉพาะที่ไขกระดูก 

อาการที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากได้รับกัมมันตรังสีโดยไม่มีการควบคุม 
คลื่นไส้อาเจียน 
อ่อนเพลีย 
เม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง 
ระบบการสร้างโลหิตจากที่ไขกระดูกบกพร่อง 
ร่างกายความต้านทานโรคต่ำ 
เกิดความผิดปกติบริเวณที่ถูกรังสี เช่น ผิวหนังไหม้พุพองผมร่วงปากเปื่อย เป็นต้น 

การป้องกันอันตรายจากสารกัมมันตรังสี 
ใช้ตัวกลางที่มีความหนาแน่นสูงเช่นตะกั่วหรือกำแพงคอนกรีตหนา ทำเป็นฉากกั้น 
ใช้ระยะทางยิ่งอยู่ห่างจากสารกัมมันตรังสีมากก็จะได้รับรังสีน้อยลง 
ใช้เวลาน้อยที่สุดในกรณีที่มีความจำเป็นต้องอยู่ใกล้หรือสัมผัสกับสารกัมมันตรังสี