ถุงน้ำในรังไข่ (Ovarian cyst)
ถุงน้ำในรังไข่ (Ovarian Cyst) อาการ สาเหตุ และการรักษา
ถุงน้ำในรังไข่เป็นโรคของระบบสืบพันธุ์สตรีที่พบได้บ่อยเป็นลำดับต้น ๆ ผู้หญิงจำนวนมากมีถุงน้ำในรังไข่โดยไม่มีอาการและหายได้เอง แต่บางชนิดก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา การตรวจภายในเป็นประจำจึงสำคัญ เพราะช่วยให้ตรวจพบและวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและทันเวลา บทความนี้อธิบายตั้งแต่อาการ ชนิด สาเหตุ ไปจนถึงการวินิจฉัยและการรักษา
ถุงน้ำในรังไข่คืออะไร อันตรายไหม?
ถุงน้ำในรังไข่ (Ovarian Cyst) คือถุงที่มีของเหลวอยู่ภายในบริเวณรังไข่ ส่วนใหญ่ ไม่ทำให้เกิดอาการใด ๆ และมักเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการสร้างฟองไข่ (Follicle) ในแต่ละรอบเดือน ซึ่งสามารถสลายหายไปได้เองโดยไม่ต้องรักษา
อย่างไรก็ตาม หากถุงน้ำไม่สลายไปเอง อาจเป็นถุงน้ำที่มีพยาธิสภาพ และหากมีขนาดใหญ่ขึ้นก็อาจทำให้เกิดอาการ เช่น ปวดท้องน้อย ท้องอืด หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ถุงน้ำส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตราย แต่บางชนิดจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
อาการของถุงน้ำในรังไข่
โดยปกติถุงน้ำในรังไข่มักไม่มีอาการหรือมีเพียงเล็กน้อย หลายรายตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี แต่หากถุงน้ำมีขนาดใหญ่หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แตก รั่ว บิดขั้ว หรือติดเชื้อ อาจมีอาการรุนแรงขึ้นได้
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- ปวดแปลบหรือปวดตื้อ ๆ บริเวณท้องส่วนล่าง
- ปวดท้องน้อยก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดหลังส่วนล่างและต้นขา บางครั้งร้าวไปก้นกบ
- เจ็บเต้านม
- มีไข้ร่วมกับปวดท้อง
ควรรีบพบแพทย์ทันที หากปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน ร่วมกับคลื่นไส้อาเจียนหรือมีไข้ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษาเร่งด่วน
ชนิดและสาเหตุของถุงน้ำในรังไข่
ถุงน้ำในรังไข่มักเกิดจากการตกไข่ในรอบเดือนและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แบ่งได้เป็นกลุ่มที่เกิดตามธรรมชาติและกลุ่มที่มีพยาธิสภาพ
ถุงน้ำที่เกิดตามธรรมชาติ (มักหายเอง)
ถุงน้ำฟองไข่ (Follicular Cyst) เกิดจากการเจริญเติบโตของฟองไข่ตามธรรมชาติในทุกรอบเดือน ปกติถุงน้ำจะแตกออกเพื่อตกไข่ แต่หากไม่เกิดการตกไข่ ถุงน้ำนี้มักยุบตัวไปเอง
ถุงน้ำคอร์ปัสลูเทียม (Corpus Luteum Cyst) ปกติถุงน้ำฟองไข่จะหดตัวหลังปล่อยไข่ออกไป แต่หากไม่แตกและไม่สลาย จะเกิดการสะสมของเหลวจนกลายเป็นถุงน้ำชนิดนี้ ซึ่งโดยทั่วไปหายได้เองและไม่เป็นอันตราย
ถุงน้ำที่มีพยาธิสภาพ (มักไม่หายเอง)
ถุงน้ำช็อกโกแลต / เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriotic Cyst) เกิดจากการสะสมของเลือดประจำเดือนที่มาเจริญผิดที่บริเวณรังไข่ ผู้ป่วยมักปวดท้องน้อยสัมพันธ์กับรอบเดือน
เนื้องอกรังไข่ (Ovarian Tumor) พบได้ทั้งชนิดไม่ใช่เนื้อร้าย ชนิดก้ำกึ่ง (Borderline) และมะเร็ง ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ ที่พบบ่อยคือเนื้องอกชนิดเยื่อบุผิว (Epithelial Ovarian Tumor) ซึ่งมักมาด้วยการคลำได้ก้อนหรืออาการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง และมักต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
เนื้องอกชนิดเดอร์มอยด์ (Dermoid Cyst) เกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน ภายในถุงน้ำอาจมีไขมัน เส้นขน ผิวหนัง หรือฟัน ส่วนใหญ่ไม่ใช่เนื้อร้ายและพบได้บ่อย แต่ประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยมาด้วยอาการบิดขั้วและปวดท้องเฉียบพลัน
ฝีปีกมดลูก (Tubo-ovarian Abscess) เกิดจากการติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน ท่อนำไข่ และรังไข่ จนเป็นก้อนฝีหนอง มักมีประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกราน ผู้ป่วยอาจมีไข้ร่วมกับปวดท้องน้อยมาก หากปล่อยจนฝีแตกอาจเกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ
มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer) พบได้น้อยกว่าถุงน้ำชนิดอื่นมาก แต่เป็นอันตรายหากรักษาช้า มักพบในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น วัยหลังหมดประจำเดือน มีประวัติก้อนโตเร็ว เคยเป็นมะเร็งมาก่อน หรือมีลักษณะน่าสงสัยจากการตรวจร่างกาย ภาพอัลตราซาวด์ หรือค่าสารบ่งชี้มะเร็งที่ผิดปกติ
การตั้งครรภ์ (Pregnancy) ในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก รังไข่จะสร้างถุงน้ำเพื่อช่วยพยุงการตั้งครรภ์จนกว่าร่างกายจะสร้างรก บางครั้งถุงน้ำนี้อาจยังคงอยู่ต่อไป จึงเป็นภาวะที่ต้องนึกถึงเมื่อพบก้อนบริเวณปีกมดลูก
การวินิจฉัยถุงน้ำในรังไข่
เมื่อพบก้อนในอุ้งเชิงกราน แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน และใช้การตรวจเพิ่มเติมดังนี้
อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เป็นการตรวจหลัก โดยตรวจผ่านทางหน้าท้อง ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนัก เพื่อดูรูปร่าง ขนาด ลักษณะ และตำแหน่งของถุงน้ำ วิธีนี้ปลอดภัย ค่าใช้จ่ายไม่สูง และมีความน่าเชื่อถือสูง
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ใช้ในกรณีที่อัลตราซาวด์มีข้อจำกัด ช่วยประเมินรอยโรคได้ละเอียดขึ้น เช่น การลุกลามไปอวัยวะข้างเคียง การแพร่กระจาย หรือต่อมน้ำเหลือง
การทดสอบการตั้งครรภ์ ช่วยตรวจว่าผู้ป่วยตั้งครรภ์หรือไม่ เนื่องจากการตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุของถุงน้ำในรังไข่
การตรวจเลือด ตรวจระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดถุงน้ำ เช่น เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน
การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Markers) พิจารณาในรายที่มีความเสี่ยง เพื่อประเมินโอกาสของมะเร็งรังไข่ เช่น CA125, HE4, CA19-9, CEA รวมถึง AFP, hCG และ LDH ในบางกรณี
การรักษาถุงน้ำในรังไข่
โดยทั่วไปถุงน้ำในรังไข่มักหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา แพทย์อาจนัดตรวจซ้ำภายใน 1–3 เดือนเพื่อดูว่าถุงน้ำเล็กลงหรือหายไปหรือไม่ หากไม่หายเอง แพทย์จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม
การใช้ยา หากมีถุงน้ำเกิดขึ้นบ่อย แพทย์อาจให้ยาคุมกำเนิดหรือยาฮอร์โมนเพื่อยับยั้งการตกไข่และลดโอกาสการเกิดซ้ำ กรณีถุงน้ำช็อกโกแลต การให้ยาฮอร์โมนถือเป็นการรักษาหลักในผู้ที่ยังไม่ต้องการมีบุตร
การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) แพทย์เจาะรูเล็ก ๆ บริเวณสะดือเพื่อส่องกล้องเข้าไปนำถุงน้ำออก ข้อดีคือแผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็วกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เหมาะกับถุงน้ำที่ไม่สงสัยมะเร็งและไม่มีพังผืดมาก
การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Laparotomy) แพทย์เปิดแผลผ่าตัดทางหน้าท้อง มักเลือกใช้ในกรณีถุงน้ำขนาดใหญ่ มีพังผืดมาก สงสัยภาวะมะเร็ง หรือต้องผ่าตัดบริเวณกว้าง โดยอาจนำเฉพาะถุงน้ำออก หรือตัดมดลูกและรังไข่ทั้งสองข้าง ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
แม้ถุงน้ำในรังไข่ส่วนใหญ่จะหายเอง แต่หากไม่หายและมีขนาดใหญ่ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
รังไข่บิดขั้ว ถุงน้ำที่ใหญ่และมีน้ำหนักอาจบิดขั้วจนขาดเลือด ผู้ป่วยจะปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน คลื่นไส้ อาเจียน เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องผ่าตัด
ถุงน้ำแตก ถุงน้ำขนาดใหญ่ที่แตกอาจทำให้ปวดรุนแรงและมีเลือดออกในช่องท้อง เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อ และอาจอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษา
ถุงน้ำติดเชื้อ ถุงน้ำขนาดใหญ่อาจกลายเป็นแหล่งติดเชื้อ ผู้ป่วยมักปวดท้องร่วมกับมีไข้ มีตกขาวหรือเลือดออกทางช่องคลอด จำเป็นต้องได้รับยาฆ่าเชื้อและอาจต้องผ่าตัด
การป้องกันและการดูแลตนเอง
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดถุงน้ำในรังไข่โดยตรง ผู้หญิงจึงควร ตรวจภายในเป็นประจำ เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ในผู้ที่มีถุงน้ำเกิดขึ้นบ่อย แพทย์อาจให้ยาฮอร์โมนเพื่อยับยั้งการตกไข่และนัดติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
ควรไปพบแพทย์หากสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง เช่น ประจำเดือนผิดปกติ ปวดท้องน้อยต่อเนื่อง ท้องดูใหญ่ผิดปกติ ท้องอืด เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับถุงน้ำในรังไข่
ถุงน้ำในรังไข่อันตรายไหม ส่วนใหญ่ไม่อันตรายและหายเองได้ แต่บางชนิดที่มีพยาธิสภาพหรือมีภาวะแทรกซ้อนจำเป็นต้องรักษา จึงควรตรวจวินิจฉัยเพื่อความแน่ใจ
ถุงน้ำในรังไข่ต้องผ่าตัดทุกรายไหม ไม่จำเป็น หลายรายหายเองหรือรักษาด้วยยาได้ การผ่าตัดพิจารณาเมื่อถุงน้ำขนาดใหญ่ ไม่หาย มีภาวะแทรกซ้อน หรือสงสัยมะเร็ง
ถุงน้ำในรังไข่มีลูกได้ไหม ถุงน้ำส่วนใหญ่ไม่กระทบการมีบุตร แต่บางชนิด เช่น ถุงน้ำช็อกโกแลต อาจมีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผน
ถุงน้ำในรังไข่กับมะเร็งรังไข่ต่างกันอย่างไร ถุงน้ำส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง มะเร็งรังไข่พบได้น้อยกว่ามาก แพทย์จะประเมินความเสี่ยงจากลักษณะถุงน้ำ อายุ และค่าสารบ่งชี้มะเร็ง
โรงพยาบาลปิยะเวท เราให้บริการ ดุจญาติมิตร
www.piyavate.com และ www.facebook.com/piyavate
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1489 หรือ 02-129-5555
.jpg)