PTSD “โรคเครียด ภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ”
PTSD โรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ อาการและการรักษา
เหตุการณ์รุนแรงบางอย่างทิ้งร่องรอยไว้นานกว่าที่คิด หลายคนผ่านอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ ความรุนแรง หรือการสูญเสียคนใกล้ตัวอย่างกะทันหันมาแล้วหลายเดือน แต่ยังฝันร้าย ยังสะดุ้งตกใจง่าย และยังไม่กล้าพูดถึงเรื่องนั้น อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ PTSD ซึ่งเป็นภาวะที่รักษาได้ และควรได้รับการดูแลจากแพทย์
PTSD คืออะไร
PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ คือภาวะความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง เช่น การสูญเสียอย่างฉับพลันต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบเหตุการณ์นั้นเองหรือเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ภาวะนี้ทำให้เกิดความเครียดทางจิตใจเปรียบเสมือน "แผลทางใจ" ที่ยังไม่หาย จนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การทำงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
PTSD ต่างจากภาวะเครียดเฉียบพลันอย่างไร
ปฏิกิริยาทางจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะ
ระยะที่ 1 ภาวะเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder – ASD)
เกิดขึ้นภายใน 1 เดือนแรกหลังเหตุการณ์ ผู้ประสบเหตุจะมีภาวะเครียดฉับพลัน ซึ่งในหลายรายอาการจะค่อย ๆ ทุเลาลงและหายได้เองเมื่อได้รับการดูแลและการพักผ่อนที่เหมาะสม
ระยะที่ 2 PTSD
หากผ่านเหตุการณ์มาแล้วเกิน 1 เดือน แต่อาการยังคงอยู่หรือรุนแรงขึ้น จนกระทบต่อการใช้ชีวิต จะเข้าข่ายภาวะ PTSD ซึ่งควรได้รับการประเมินและรักษาโดยแพทย์
อาการของ PTSD
อาการของ PTSD แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก
1. เหตุการณ์ตามมาหลอกหลอน (Re-experiencing)
ยังรู้สึกเหมือนเหตุการณ์นั้นกำลังจะเกิดซ้ำ เช่น ฝันร้ายบ่อย ๆ หลับตาทีไรก็ยังเห็นภาพเหตุการณ์นั้น หรือตกใจกลัวขึ้นมาเมื่อนึกถึง
2. หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นความทรงจำ (Avoidance)
พยายามเลี่ยงที่จะพูดถึงหรือนึกถึงเหตุการณ์นั้น รวมถึงหลีกเลี่ยงสถานที่ ผู้คน หรือสิ่งของที่ทำให้หวนนึกถึง
3. อารมณ์และความคิดเปลี่ยนไปในทางลบ
ไม่ยินดียินร้าย ทำตัวเฉยชา ห่างเหินจากคนรอบข้าง ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกด้านบวกได้ บางรายมีภาวะซึมเศร้าและโทษตัวเองว่ามีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น
4. ร่างกายตื่นตัวมากเกินไป (Hyperarousal)
ร่างกายไม่ยอมผ่อนคลาย รู้สึกกระวนกระวาย ใจสั่น สะดุ้งตกใจง่าย ไม่มีสมาธิ โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งกระตุ้นให้นึกถึงเหตุการณ์ จะยิ่งตื่นตระหนกและข่มตานอนไม่หลับ
ผลกระทบที่อาจตามมาหากไม่ได้รับการรักษา
หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแล PTSD อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ เช่น
- โรคซึมเศร้า
- โรควิตกกังวล
- การเสพติดแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด
- ความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
เมื่อไรควรพบแพทย์
ควรเข้าปรึกษาแพทย์เมื่อ
- ผ่านเหตุการณ์มาแล้วเกิน 1 เดือน แต่อาการยังไม่ดีขึ้น
- อาการรบกวนการนอน การทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
- เริ่มใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเพื่อบรรเทาความรู้สึก
- มีความคิดทำร้ายตัวเอง กรณีนี้ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
แนวทางการรักษา PTSD
PTSD เป็นภาวะที่รักษาได้ และยิ่งเข้ารับการรักษาเร็วเท่าไร โอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น แนวทางการรักษาที่ใช้กันโดยทั่วไป ได้แก่
- จิตบำบัด เป็นแนวทางหลักในการรักษา แพทย์หรือนักจิตวิทยาจะช่วยให้ผู้ป่วยค่อย ๆ ปรับมุมมองและจัดการกับความทรงจำที่กระทบจิตใจได้อย่างปลอดภัย
- การใช้ยา ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยาเพื่อช่วยลดอาการวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาการนอน ควบคู่กับจิตบำบัด
- การดูแลตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง การนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดแอลกอฮอล์ และมีคนใกล้ชิดที่รับฟัง ล้วนช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น
แนวทางที่เหมาะสมจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการประเมินของแพทย์
ดูแลคนใกล้ตัวที่มีภาวะ PTSD อย่างไร
- รับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่เร่งให้เล่าเหตุการณ์หากเขายังไม่พร้อม
- หลีกเลี่ยงคำพูดที่ทำให้รู้สึกผิด เช่น "ทำไมยังไม่ลืมอีก" หรือ "คนอื่นก็เจอเหมือนกัน"
- ช่วยดูแลเรื่องพื้นฐาน เช่น การกิน การนอน และการไปพบแพทย์ตามนัด
- ชวนเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ให้เร็วที่สุด และเสนอตัวไปเป็นเพื่อน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PTSD
PTSD หายขาดได้ไหม อาการดีขึ้นได้มากเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ระยะเวลาการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
PTSD เกิดกับใครได้บ้าง เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ทั้งผู้ที่ประสบเหตุการณ์โดยตรง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และผู้ที่สูญเสียคนใกล้ชิดอย่างกะทันหัน
เครียดหลังเหตุการณ์รุนแรงถือเป็น PTSD ทุกคนหรือไม่ ไม่ใช่ ในเดือนแรกถือเป็นปฏิกิริยาปกติของจิตใจ (ASD) ซึ่งหลายรายทุเลาได้เอง จะเข้าข่าย PTSD เมื่ออาการยังคงอยู่เกิน 1 เดือนและกระทบการใช้ชีวิต
โรงพยาบาลปิยะเวท เราให้บริการ ดุจญาติมิตร
www.piyavate.com และ www.facebook.com/piyavate
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1489 หรือ 02-129-5555
