หน้าฝนระวัง! 3 โรคทางเดินหายใจในเด็ก RSV ไข้หวัดใหญ่

หน้าฝนทั้งที ระวัง 3 โรคทางเดินหายใจในเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
ฤดูฝนเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ชื้น และเย็นลง ทำให้เชื้อโรคทางเดินหายใจแพร่กระจายได้ง่ายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และมักต้องใช้เวลาอยู่รวมกับเพื่อน ๆ ในห้องเรียนหรือในที่ร่มที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
ในช่วงฤดูฝนพบการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3 โรคที่พบบ่อยและควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ RSV, COVID-19 และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (Influenza A) ทั้งสามโรคมีอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ในเด็กบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การที่ผู้ปกครองมีความเข้าใจ สังเกตอาการได้อย่างถูกต้อง และป้องกันเชิงรุกด้วยการเสริมภูมิคุ้มกัน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ลูกน้อยปลอดภัยตลอดฤดูฝน
รู้จัก 3 โรคทางเดินหายใจที่พบบ่อยในเด็ก
RSV (Respiratory Syncytial Virus)
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และมักระบาดมากในช่วงฤดูฝน ระยะแรกมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ไอ และมีน้ำมูก แต่ในเด็กเล็กเชื้ออาจลุกลามสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว และหายใจมีเสียงหวีด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
COVID-19
แม้สถานการณ์โดยรวมจะคลี่คลายลง แต่ยังคงพบการติดเชื้อในเด็กอย่างต่อเนื่อง อาการมีความหลากหลาย ตั้งแต่อาการไม่รุนแรงคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ และมีน้ำมูก ไปจนถึงบางรายที่มีอาการรุนแรง เด็กบางคนอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ท้องเสียหรืออาเจียน
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (Influenza A)
ทำให้เกิดไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลียมาก ร่วมกับอาการไอ เจ็บคอ และมีน้ำมูก โดยอาการมักรุนแรงและเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าไข้หวัดธรรมดา และเป็นโรคที่ระบาดมากในฤดูฝน ในเด็กเล็กและเด็กที่มีโรคประจำตัวอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ซึ่งเป็นอันตรายได้
สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพาบุตรหลานพบแพทย์
ผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว
- มีไข้สูงลอย และไม่ลดลงแม้จะได้รับยาลดไข้
- ไอมาก หอบเหนื่อย หายใจเร็ว หรือหายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม
- หายใจมีเสียงหวีด ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าซีดเขียว
- รับประทานอาหารและน้ำได้น้อย ซึมลง ไม่ร่าเริงตามปกติ
- ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ
ในเด็กเล็ก อาการสามารถทรุดลงได้อย่างรวดเร็ว การพามาพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณเตือน จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ทำไม "การป้องกันด้วยวัคซีน" จึงสำคัญกว่าการรักษา
หลายครอบครัวมักเริ่มดูแลลูกเมื่อป่วยแล้ว แต่ความจริงคือ การป้องกันก่อนที่ลูกจะติดเชื้อ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด เพราะโรคทางเดินหายใจในเด็กบางโรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ สามารถลุกลามเป็นปอดอักเสบและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ภายในเวลาไม่กี่วัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เชื้อโรคระบาดหนัก
วัคซีนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเด็กรู้จักและพร้อมรับมือกับเชื้อไวรัสได้ล่วงหน้า ประโยชน์ที่ผู้ปกครองจะได้รับ ได้แก่
- ลดโอกาสการติดเชื้อ และหากติดเชื้อก็ช่วยให้อาการไม่รุนแรง
- ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ที่อาจต้องนอนโรงพยาบาล
- ลดการขาดเรียนของเด็ก และลดการแพร่เชื้อสู่คนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่บ้าน
- สร้างความอุ่นใจให้ผู้ปกครอง ตลอดช่วงฤดูฝนที่เด็กเสี่ยงป่วยได้ง่าย
วัคซีนที่แนะนำสำหรับเด็กในช่วงฤดูฝน
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นช่วงระบาด เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนสายพันธุ์ ปัจจุบันมีให้เลือกทั้ง ชนิดฉีด และ ชนิดพ่นจมูก ที่เหมาะกับเด็กที่กลัวเข็ม
- วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก (EV71) อีกหนึ่งโรคที่ระบาดในเด็กเล็กช่วงอยู่รวมกันในโรงเรียน
- วัคซีนป้องกัน RSV และ COVID-19 พิจารณาตามข้อบ่งชี้และช่วงวัยของเด็ก
การฉีดวัคซีนควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของกุมารแพทย์ เพื่อเลือกชนิดและกำหนดเวลาที่เหมาะสมกับอายุและสุขภาพของเด็กแต่ละคน
การป้องกันเพิ่มเติมในชีวิตประจำวัน
นอกจากวัคซีนแล้ว การสร้างสุขอนามัยที่ดีก็ช่วยลดการติดเชื้อได้มาก โดยเฉพาะในหน้าฝน
- ฝึกให้เด็กล้างมือเป็นประจำด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- สอนให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ที่มีคนจำนวนมาก
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวกในช่วงที่มีการระบาด
- ดูแลให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่น และเช็ดตัวให้แห้งทันทีเมื่อตัวเปียกฝน
- ดูแลให้เด็กพักผ่อนเพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน
แนวทางการดูแลบุตรหลานเมื่อเจ็บป่วย
- ให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอ และจิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- เช็ดตัวลดไข้ และให้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
- เฝ้าสังเกตลักษณะการหายใจและปริมาณอาหารและน้ำที่เด็กรับได้อย่างสม่ำเสมอ
- แยกเด็กป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นในบ้าน และให้สวมหน้ากากอนามัยหากทำได้ เพื่อลดการแพร่เชื้อ
- ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กรับประทานเอง เนื่องจากโรคเหล่านี้เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะจึงไม่ได้ผลและอาจก่อผลเสีย
คำถามที่พบบ่อย
RSV กับไข้หวัดใหญ่แตกต่างกันอย่างไร ทั้งสองโรคมีอาการเริ่มต้นคล้ายกัน แต่ RSV พบบ่อยในเด็กเล็กและมักทำให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ ส่วนไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงเฉียบพลันและปวดเมื่อยร่างกายชัดเจน การตรวจยืนยันชนิดของเชื้อสามารถทำได้ที่โรงพยาบาล
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องฉีดทุกปีจริงหรือไม่ จริง เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนสายพันธุ์ในแต่ละปี การฉีดวัคซีนประจำปีจึงช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดในช่วงนั้น และควรฉีดก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นช่วงระบาด
เด็กเล็กเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุเท่าไร โดยทั่วไปสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อพิจารณาชนิดวัคซีนและกำหนดเวลาที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
มีวัคซีนป้องกันทั้ง 3 โรคหรือไม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปี ส่วนวัคซีน RSV และ COVID-19 มีให้บริการตามข้อบ่งชี้และช่วงวัย ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
โรงพยาบาลปิยะเวท เราให้บริการ ดุจญาติมิตร
www.piyavate.com และ www.facebook.com/piyavate
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1489 หรือ 02-129-5555