Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
Hotline

วัณโรค อาการ การติดต่อ การตรวจ และการรักษา

5 มี.ค. 2567


วัณโรค (Tuberculosis) อาการ การติดต่อ การตรวจวินิจฉัย และการรักษา

วัณโรคเป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจที่ยังพบได้ทั่วไปในประเทศไทย หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมหรือเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ความจริงแล้ววัณโรครักษาหายได้ หากตรวจพบเร็วและกินยาครบตามที่แพทย์กำหนด บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับวัณโรค ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงการรักษาและการป้องกัน


วัณโรคคืออะไร

วัณโรคไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ แต่เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) เชื้อชนิดนี้มีรูปร่างเป็นแท่ง ขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องย้อมสีด้วยวิธีพิเศษและส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จึงจะเห็นตัวเชื้อ

เชื้อวัณโรคเกิดได้กับอวัยวะเกือบทุกส่วนของร่างกาย เช่น ปอด ลำไส้ ไต กระดูก ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลือง และเยื่อหุ้มสมอง แต่ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดและเป็นปัญหาทางสาธารณสุขมากที่สุดคือ วัณโรคปอด


วัณโรคติดต่อได้อย่างไร

วัณโรคติดต่อจากคนสู่คนผ่านระบบทางเดินหายใจ เมื่อผู้ป่วยที่มีเชื้อในเสมหะ พูด ไอ หรือจามโดยไม่ปิดปาก เชื้อวัณโรคจะลอยออกมากับละอองเสมหะ ละอองขนาดใหญ่จะตกลงสู่พื้น ส่วนละอองขนาดเล็กจะล่องลอยอยู่ในอากาศ ผู้ที่สูดหายใจเอาละอองเหล่านี้เข้าไปจึงมีโอกาสติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับเชื้อไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นวัณโรคทุกคน เพราะร่างกายมีกลไกหลายอย่างในการต่อสู้และควบคุมเชื้อ มีเพียงประมาณร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อเท่านั้นที่จะพัฒนาไปเป็นผู้ป่วยวัณโรค

เชื้อวัณโรคอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมได้นานแค่ไหน

  • ในอากาศที่ไม่ถูกแสงแดด เชื้อมีชีวิตอยู่ได้นาน 8–10 วัน
  • แสงแดดทำลายเชื้อได้ภายใน 5 นาที
  • น้ำเดือดทำลายเชื้อได้ภายใน 2 นาที

การกำจัดเสมหะของผู้ป่วยจึงควรใช้ความร้อน เช่น การเผาทิ้ง เพื่อทำลายเชื้อให้หมดไป


อาการของวัณโรคปอด

อาการสำคัญของวัณโรคปอดที่ควรสังเกต ได้แก่

  • ไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์
  • ไอแห้ง ไอมีเสมหะ หรือไอมีเสมหะปนเลือด
  • เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ
  • มีไข้ต่ำ ๆ ช่วงบ่ายหรือค่ำ
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
  • เหงื่อออกผิดปกติตอนกลางคืน

อาการเหล่านี้ค่อยเป็นค่อยไปและคล้ายโรคทางเดินหายใจทั่วไป ผู้ป่วยจำนวนมากจึงปล่อยไว้จนเชื้อลุกลาม หากมีอาการไอเรื้อรังร่วมกับน้ำหนักลด ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว


ใครบ้างที่เสี่ยงป่วยเป็นวัณโรค

  • ผู้ที่อยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรคที่ยังไม่ได้รับการรักษา เช่น อาศัยอยู่บ้านเดียวกันหรือทำงานร่วมกัน
  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยโรคเอดส์
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต
  • ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์
  • ผู้ที่อยู่อาศัยหรือทำงานในที่ที่ใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรืออยู่ในชุมชนแออัด
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือใช้สารเสพติด
  • บุคลากรที่ทำงานดูแลผู้ป่วยวัณโรค

เมื่อไรควรไปตรวจหาเชื้อวัณโรค

ควรเข้ารับการตรวจวัณโรคเมื่อมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์
  • มีไข้ต่ำ ๆ ช่วงบ่ายหรือค่ำ
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
  • เหงื่อออกมากผิดปกติตอนกลางคืน
  • มีญาติหรือผู้ใกล้ชิดป่วยเป็นวัณโรคปอด

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการ ควรตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ ส่วนผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ติดสารเสพติด หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้นทุก 3–6 เดือน


การตรวจวินิจฉัยวัณโรค

การตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์

เป็นวิธีที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคปอด เพราะมองเห็นตัวเชื้อในเสมหะได้โดยตรง โดยทั่วไปแพทย์จะเก็บเสมหะส่งตรวจ 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มความแม่นยำ

การเอกซเรย์ปอด

ช่วยให้เห็นรอยโรคในปอด แต่การเอกซเรย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นวัณโรค ต้องตรวจเสมหะร่วมด้วยเสมอ

การเพาะเชื้อวัณโรค

ใช้ในรายที่แพทย์สงสัยว่าเป็นวัณโรคแต่ตรวจเสมหะแล้วไม่พบเชื้อ วิธีนี้ให้ผลแม่นยำสูงและยังบอกได้ด้วยว่าเชื้อดื้อยาชนิดใดบ้าง แต่ต้องใช้เวลารอผลนานกว่าวิธีอื่น


การรักษาวัณโรค รักษาหายได้จริงหรือไม่

วัณโรครักษาหายได้ ปัจจุบันมียารักษาวัณโรคที่มีประสิทธิภาพสูง หากผู้ป่วยกินยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ใช้เวลารักษาเพียง 6–8 เดือน (ในอดีตต้องใช้เวลานาน 1 ปี 6 เดือน ถึง 2 ปี)

หัวใจสำคัญของการรักษาคือความสม่ำเสมอ หากรักษาไม่ถูกต้อง ขาดยา หรือกินยาไม่ครบ จะทำให้เกิด วัณโรคดื้อยา ซึ่งรักษายากขึ้นมาก ใช้เวลานานขึ้น และผู้ป่วยยังสามารถแพร่เชื้อดื้อยาไปสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย

DOT การรักษาวัณโรคแบบมีพี่เลี้ยง

DOT (Directly Observed Treatment) คือการรักษาวัณโรคโดยมีพี่เลี้ยงคอยกำกับดูแล ซึ่งมีบทบาทดังนี้

  • ดูแลและกำกับการกินยาของผู้ป่วย พร้อมบันทึกการกินยาทุกครั้ง
  • ให้กำลังใจให้ผู้ป่วยกินยาครบตามกำหนดการรักษา
  • แนะนำการปฏิบัติตัวระหว่างการรักษา รวมถึงให้คำแนะนำเมื่อเกิดอาการข้างเคียงหรืออาการแพ้ยา
  • ย้ำเรื่องการดูแลสุขภาพ เช่น งดดื่มสุราและงดสูบบุหรี่
  • รักษาความลับของผู้ป่วย ไม่เปิดเผยเรื่องการรักษาให้ผู้อื่นทราบ
  • รายงานข้อมูลผู้ป่วยแก่แพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น ความสม่ำเสมอในการกินยา อาการทั่วไป และปัญหาที่พบระหว่างการรักษา

พี่เลี้ยงจึงควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัณโรค ทั้งเรื่องอาการ การแพร่กระจายของเชื้อ แนวทางการรักษา และการป้องกัน

อาการที่แสดงว่าการรักษาได้ผล

  • อาการไอลดลง
  • ไข้ลดลง
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

อาการดีขึ้นแล้วหยุดยาได้หรือไม่

ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด ผู้ป่วยวัณโรคจะมีแผลและเชื้อหลงเหลืออยู่ในปอด แม้อาการต่าง ๆ จะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังเริ่มกินยา แต่เชื้อในปอดยังไม่หมดไป การหยุดยาหรือกินยาไม่ครบตามกำหนดอาจทำให้เชื้อดื้อยา รักษายากขึ้น และในบางรายอาจรักษาไม่หาย จึงต้องกินยาต่อเนื่องจนกว่าแพทย์จะสั่งหยุด


อาการข้างเคียงจากยารักษาวัณโรค

อาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรง

ผื่นคันเล็กน้อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ชาตามปลายมือปลายเท้า ปวดข้อ ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตราย แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ ผู้ป่วยยังกินยาวัณโรคต่อได้

อาการข้างเคียงที่รุนแรง ควรหยุดยาและพบแพทย์ทันที

ผื่นเป็นเม็ดแดงนูนขึ้นทั้งตัว หูตึงหรือหูอื้อ เดินเซ ตัวเหลืองตาเหลือง (ตับอักเสบ) ตามัว สับสน หรือมีอาการทางจิต เช่น ซึมเศร้า


ควรปฏิบัติตัวอย่างไรขณะป่วยและรักษา

  • กินยาตามชนิดและขนาดที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งจนกว่าแพทย์จะสั่งหยุดยา
  • เมื่อกินยาประมาณ 2 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้น แต่ห้ามหยุดยาเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยาและรักษาหายยาก
  • ใช้ผ้าปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
  • งดสุรา บุหรี่ และสารเสพติดทุกชนิด
  • บ้วนเสมหะลงในภาชนะหรือกระป๋องที่มีฝาปิด แล้วเทลงส้วม ฝังดิน หรือนำไปเผา
  • จัดที่พักอาศัยให้อากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดส่องถึง และหมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ครบทุกหมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • พาผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านหรือผู้ใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็ก ไปรับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

วัณโรคกับเอดส์สัมพันธ์กันอย่างไร

  • การติดเชื้อเอชไอวีทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อจึงมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคเร็วกว่าและรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อ
  • วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในผู้ป่วยเอดส์
  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ป่วยเป็นวัณโรคมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่ป่วยเป็นวัณโรค

ด้วยเหตุนี้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจึงควรได้รับการคัดกรองวัณโรคอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์


การป้องกันวัณโรค

  • ตรวจสุขภาพและเอกซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • นำเด็กแรกเกิดไปรับวัคซีนบีซีจี (BCG) ที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
  • หากมีอาการน่าสงสัย ควรรีบไปตรวจร่างกายทันที
  • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และกินอาหารที่มีประโยชน์
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันเสื่อมลงและป่วยเป็นวัณโรคได้ง่ายขึ้น
  • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
  • เด็กเล็กและผู้สูงอายุไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค
  • หากมีผู้ป่วยวัณโรคในบ้าน ควรเอาใจใส่ดูแลให้กินยาสม่ำเสมอจนครบตามมาตรฐานการรักษา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัณโรค

วัณโรคเป็นโรคทางพันธุกรรมหรือไม่ ไม่ใช่ วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์

วัณโรครักษาหายขาดได้ไหม หายขาดได้ หากกินยาครบตามที่แพทย์กำหนด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6–8 เดือน

ติดเชื้อวัณโรคแล้วจะป่วยทุกคนหรือไม่ ไม่ทุกคน มีเพียงประมาณร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อเท่านั้นที่จะป่วยเป็นวัณโรค

อยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยวัณโรคต้องทำอย่างไร ควรไปรับการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมจัดบ้านให้อากาศถ่ายเทและมีแสงแดดส่องถึง


ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

ศูนย์อายุรกรรม ชั้น G อาคารโรงพยาบาลปิยะเวท เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ เวลา 08.00 – 19.00 น.โทร. 061-397-9275

"We care for you like family"
โรงพยาบาลปิยะเวท เราให้บริการ ดุจญาติมิตร
ติดตามข่าวสารของทางโรงพยาบาลได้ที่
www.piyavate.com และ www.facebook.com/piyavate 
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1489 หรือ 02-129-5555
Go to top
Copyright © 2026 Piyavate Hospital All rights reserved.