Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
Hotline

วิตามิน C มีดีอย่างไร?

22 มี.ค. 2567

วิตามินซี (Vitamin C) ประโยชน์ แหล่งอาหาร และวิธีกินให้ได้ผล

วิตามินซีเป็นสารอาหารที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารทุกวัน หลายคนรู้ว่าวิตามินซีดีต่อภูมิคุ้มกันและผิวพรรณ แต่อาจยังไม่ทราบว่าควรกินตอนไหนจึงดูดซึมได้ดีที่สุด และการกินมากเกินไปก็มีข้อควรระวัง บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับวิตามินซีไว้อย่างครบถ้วน


วิตามินซีคืออะไร

วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นวิตามินที่พบได้ในอาหารและอาหารเสริมหลายชนิด มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกายหลายด้าน ทั้งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การสร้างสารสื่อประสาทบางชนิด การเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และการต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังใช้ป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินซี

รูปแบบของวิตามินซีในอาหารที่ร่างกายนำไปใช้ได้มี 2 ชนิด คือ Ascorbic Acid และ Dehydroascorbic Acid โดยพบมากในพืช ผัก และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว


แหล่งวิตามินซีมีอะไรบ้าง

วิตามินซีพบมากในผักและผลไม้หลากหลายชนิด เช่น

  • ผลไม้: อะเซโรลาเชอร์รี พลัม มะขามป้อม (Gooseberry) แบล็กเคอร์แรนต์ ฝรั่ง ส้ม
  • ผัก: บรอกโคลี พริกหวาน ผักโขม กะหล่ำดอก

นอกจากนี้ในเนื้อสัตว์และตับสัตว์ก็มีวิตามินซีอยู่บ้างเช่นกัน


วิธีเก็บและปรุงอาหารให้คงวิตามินซีไว้มากที่สุด

วิตามินซีเป็นสารที่สลายตัวง่ายมากเมื่อโดนความร้อน แสง โลหะหนัก หรือด่าง การปรุงและเก็บรักษาจึงมีผลต่อปริมาณวิตามินซีในอาหารอย่างมาก โดยการปรุงด้วยความร้อนอาจทำให้วิตามินซีลดลงได้ถึงร้อยละ 60

คำแนะนำเพื่อรักษาวิตามินซีให้ได้มากที่สุด

  • เลือกกินผักผลไม้สดที่เก็บมาใหม่ ๆ ซึ่งมีวิตามินซีสูงที่สุด
  • เก็บผักผลไม้ด้วยการแช่เย็น หลีกเลี่ยงการอบแห้ง ดอง หรือเชื่อม ซึ่งทำให้วิตามินซีลดลง
  • ไม่ปรุงจนสุกเกินไป และใช้เวลาหุงต้มให้สั้นที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการแช่ผักในน้ำนาน ๆ เพราะวิตามินซีละลายออกมากับน้ำ
  • ไม่เติมโซดา (เบกกิ้งโซดา) ลงในน้ำต้มผัก แม้จะช่วยรักษาสีให้สดก็ตาม

ประโยชน์ของวิตามินซีต่อสุขภาพ

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

วิตามินซีมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่ต่อต้านและกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแรงและปกป้องเม็ดเลือดขาวจากความเสียหายของอนุมูลอิสระ จึงอาจช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น

ประโยชน์ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น ทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือสูบบุหรี่ ซึ่งอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

ชะลอการเสื่อมของเซลล์จากอนุมูลอิสระ

เมื่อร่างกายมีอนุมูลอิสระมากเกินไปจะเกิดภาวะไม่สมดุล (Oxidative Stress) ซึ่งกระตุ้นการอักเสบและการเสื่อมของเซลล์ และอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดระดับอนุมูลอิสระให้กลับสู่สมดุล จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรัง

อาจช่วยบรรเทาอาการหวัด

แม้ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าวิตามินซีป้องกันหวัดได้ในคนทั่วไป แต่การได้รับอย่างเพียงพอเป็นประจำอาจช่วยลดความรุนแรงและย่นระยะเวลาการเป็นหวัด รวมถึงอาจช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยจากการติดเชื้ออื่น ๆ ได้

บำรุงผิวให้แข็งแรง

วิตามินซีช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวยืดหยุ่นและชุ่มชื้น ทั้งยังช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวจากแสงยูวี และอาจช่วยให้แผลบนผิวหนังสมานตัวได้เร็วขึ้น

ประโยชน์ด้านอื่น ๆ

  • ช่วยปกป้องเลนส์ตาจากปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดต้อกระจก เช่น ควันบุหรี่และแสงอัลตราไวโอเลต
  • มีบทบาทในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
  • ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในทางเดินอาหาร
  • มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้บางชนิด

หมายเหตุ: ประโยชน์หลายข้อข้างต้นเป็นข้อมูลจากการศึกษาที่ยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติม วิตามินซีเป็นสารอาหารเสริมสุขภาพ ไม่ใช่ยารักษาโรค หากมีอาการเจ็บป่วยควรปรึกษาแพทย์


อาการเมื่อร่างกายขาดวิตามินซี

เมื่อขาดวิตามินซี อาจมีอาการเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม ฟันหลุดง่าย อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ซึ่งเป็นอาการของโรคลักปิดลักเปิด หากไม่ได้รับการรักษาอาจเป็นอันตรายได้

ในทารกที่ขาดวิตามินซี อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต มีเลือดออกตามเหงือกและผิวหนัง กระดูกเจริญเติบโตผิดปกติ และอาจเกิดภาวะโลหิตจาง


กินวิตามินซีอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

  • รับประทานเป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานพร้อมมื้ออาหาร โดยเฉพาะช่วงสายประมาณ 9.00–10.00 น. เพื่อให้ดูดซึมได้ดี
  • ไม่ควรรับประทานตอนท้องว่าง เพราะวิตามินซีมีความเป็นกรด อาจทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ หรือปวดศีรษะได้
  • ดื่มน้ำตามมาก ๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว

ข้อควรระวังในการกินวิตามินซี

  • การรับประทานในขนาดสูงเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย
  • วิตามินซีถูกขับออกทางปัสสาวะและทำให้ปัสสาวะมีสภาพเป็นกรด จึงอาจเพิ่มโอกาสเกิดการตกตะกอนเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะ การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว มีประวัติเป็นนิ่ว หรือรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสริมวิตามินซีในขนาดสูง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิตามินซี

Q: กินวิตามินซีตอนไหนดีที่สุด?

A: ช่วงสายพร้อมมื้ออาหาร ประมาณ 9.00–10.00 น. และไม่ควรกินตอนท้องว่างเพราะอาจระคายเคืองกระเพาะ

Q: กินวิตามินซีทุกวันได้ไหม?

A: ได้ หากอยู่ในขนาดที่เหมาะสม การได้รับจากผักผลไม้สดเป็นประจำเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด

Q: กินวิตามินซีมากเกินไปเป็นอันตรายไหม?

A: การได้รับเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวันอาจทำให้ท้องเสียและเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่ว จึงควรดื่มน้ำมาก ๆ และไม่ควรเสริมขนาดสูงต่อเนื่องโดยไม่ปรึกษาแพทย์

Q: ได้วิตามินซีจากอาหารเพียงพอหรือไม่ ต้องกินอาหารเสริมไหม?

A: คนที่กินผักผลไม้หลากหลายเป็นประจำมักได้รับเพียงพออยู่แล้ว อาหารเสริมเหมาะกับผู้ที่ได้รับไม่พอหรือมีความต้องการเพิ่มตามคำแนะนำของแพทย์

"We care for you like family"
โรงพยาบาลปิยะเวท เราให้บริการ ดุจญาติมิตร
ติดตามข่าวสารของทางโรงพยาบาลได้ที่
www.piyavate.com และ www.facebook.com/piyavate 
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1489 หรือ 02-129-5555
Go to top
Copyright © 2026 Piyavate Hospital All rights reserved.