ไวรัสฮันตา (Hantavirus) อาการ การติดต่อ และความเสี่ยงในไทย
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) อาการ การติดต่อ และความเสี่ยงในประเทศไทย
อัปเดตสถานการณ์ (กรกฎาคม 2569) องค์การอนามัยโลกประกาศยุติการระบาดของไวรัสฮันตาสายพันธุ์ Andes ที่เชื่อมโยงกับเรือสำราญลำหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 13 ราย ปัจจุบันสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ และความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปอยู่ในระดับต่ำมาก
ไวรัสฮันตาคืออะไร
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นไวรัสในกลุ่ม RNA virus วงศ์ Hantaviridae โดยมี หนูและสัตว์ฟันแทะเป็นแหล่งรังโรคหลัก (Reservoir Host) คนมักติดเชื้อจากการสูดดมฝุ่นหรือสิ่งคัดหลั่งของหนู เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม
ชื่อ "Hanta" มาจากแม่น้ำฮันตัน (Hantan River) ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการค้นพบไวรัสนี้ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามเกาหลี ไวรัสชนิดนี้จึงเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์มานานหลายสิบปีแล้ว โดยเป็นหนึ่งในโรคที่แพทย์ต้องนึกถึงเพื่อแยกจากไข้เลือดออก โดยเฉพาะในรายที่มีไตวายร่วมด้วย รวมถึงต้องแยกจากโรคฉี่หนู เนื่องจากมีลักษณะอาการคล้ายคลึงกันหลายอย่าง
ไวรัสฮันตาแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการ
โรคจากไวรัสฮันตาพบได้ทั่วโลก แบ่งตามลักษณะอาการได้เป็น 2 กลุ่ม
1. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome – HFRS) พบมากในทวีปเอเชียและยุโรป
2. กลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจและปอด (Hantavirus Pulmonary Syndrome – HPS) พบในทวีปอเมริกา โดยเฉพาะอเมริกาใต้
ไวรัสฮันตาติดต่อได้อย่างไร
- สูดดมละอองฝุ่นที่ปนเปื้อนสิ่งคัดหลั่งของหนู ซึ่งเป็นช่องทางหลัก
- สัมผัสสิ่งขับถ่ายของหนูโดยตรง
- ถูกหนูกัด (พบได้น้อย)
โดยทั่วไปไวรัสฮันตา ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นสายพันธุ์ Andes ในอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวที่มีรายงานยืนยันการแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คน และเกิดขึ้นได้ไม่บ่อย โดยมักสัมพันธ์กับการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการแล้วเป็นเวลานาน
อาการของโรคจากไวรัสฮันตา
อาการทั่วไป
- ไข้สูง
- ปวดกล้ามเนื้อ
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้ อาเจียน
อาการในรายที่รุนแรง
- ไตวาย
- มีเลือดออกคล้ายไข้เลือดออก
- ภาวะน้ำท่วมปอด
- ภาวะหายใจล้มเหลว
สำหรับสายพันธุ์ Andes ที่ก่อโรค HPS อาการมักปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 4–42 วัน และมีอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มที่มีอาการรุนแรงสูงถึงประมาณร้อยละ 20–40
พบไวรัสฮันตาในประเทศไทยหรือไม่
ประเทศไทย เคยพบ หลักฐานของไวรัสฮันตาและแอนติบอดีต่อเชื้อทั้งในหนูและในคน โดยมีการตรวจพบเชื้อหรือสารพันธุกรรมของไวรัสในสัตว์ฟันแทะหลายชนิด โดยเฉพาะจำพวกหนู เช่น หนูพุก รวมถึงตรวจพบภูมิต้านทานในประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสหนูหรือทำงานภาคเกษตร
อย่างไรก็ตาม โรคจากไวรัสฮันตาในประเทศไทยถือว่า พบได้น้อยมาก และสายพันธุ์ที่พบเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ก่อการระบาดรุนแรงในต่างประเทศ ทั้งยังมีอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 40–50 ปีแล้ว ความเสี่ยงสำหรับคนไทยจึงอยู่ในระดับต่ำมาก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตกกังวล
ป้องกันไวรัสฮันตาอย่างไร
แม้ความเสี่ยงในประเทศไทยจะต่ำ แต่การป้องกันโรคที่มีหนูเป็นพาหะโดยรวมยังเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ
- กำจัดแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของหนูในบ้านและรอบบ้าน ปิดภาชนะใส่อาหารและถังขยะให้มิดชิด
- อุดรอยรั่วหรือช่องทางที่หนูเข้าบ้านได้
- เมื่อทำความสะอาดบริเวณที่มีมูลหนู ควรสวมถุงมือและหน้ากาก ใช้วิธีฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อให้ชุ่มก่อนเช็ด แทนการกวาดหรือดูดฝุ่น เพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย
- เปิดหน้าต่างระบายอากาศก่อนเข้าไปทำความสะอาดห้องหรือโรงเก็บของที่ปิดไว้นาน
- ผู้ที่ทำงานเกษตรหรือสัมผัสสัตว์ฟันแทะเป็นประจำ ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันและล้างมือทุกครั้งหลังปฏิบัติงาน
ควรพบแพทย์เมื่อ มีไข้สูงร่วมกับปวดกล้ามเนื้อและเหนื่อยหอบ โดยเฉพาะหากมีประวัติสัมผัสหนูหรือเพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาด ควรแจ้งประวัติการเดินทางและการสัมผัสให้แพทย์ทราบทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไวรัสฮันตา
ไวรัสฮันตาติดจากคนสู่คนได้ไหม โดยทั่วไปไม่ติด มีเพียงสายพันธุ์ Andes ในอเมริกาใต้เท่านั้นที่มีรายงานการแพร่เชื้อระหว่างคน ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากและต้องสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน
คนไทยต้องกังวลหรือไม่ ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำมาก สายพันธุ์ที่พบในไทยเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ก่อการระบาดรุนแรง และมีอยู่ในประเทศมานานหลายสิบปีแล้ว
มีวัคซีนป้องกันหรือไม่ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้แพร่หลาย การป้องกันจึงเน้นที่การควบคุมหนูและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งขับถ่ายของหนู
ต่างจากโรคฉี่หนูอย่างไร เป็นคนละเชื้อกัน โรคฉี่หนูเกิดจากแบคทีเรีย ส่วนไวรัสฮันตาเกิดจากไวรัส แต่มีอาการช่วงแรกคล้ายกันมาก จึงต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อแยกโรค
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ แพทย์เฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์โรคตับ ทางเดินอาหาร และโรคไวรัส โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ภายนอก การอ้างอิงดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อความหมายว่าแพทย์ผู้ให้ข้อมูลเป็นแพทย์ประจำ หรือมีตารางออกตรวจ ณ โรงพยาบาลปิยะเวท
โรงพยาบาลปิยะเวท เราให้บริการ ดุจญาติมิตร
www.piyavate.com และ www.facebook.com/piyavate
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1489 หรือ 02-129-5555
.png)